กทพ.เร่งปรับปรุงทางลงด่านฯบางแก้ว

กทพ.เร่งดำเนินโครงการปรับปรุงทางลงทางพิเศษกาญจนาภิเษก บริเวณด่านฯบางแก้ว ให้เร็วกว่าแผน

การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมโครงการปรับปรุงทางลงทางพิเศษกาญจนาภิเษก บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางแก้ว ทั้งนี้ พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ประธานกรรมการ กทพ. เปิดเผยว่าเนื่องด้วยในปัจจุบันบริเวณด่านดังกล่าว มีปริมาณการจราจรหนาแน่นส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านฯ ทำให้ผู้ใช้ทางพิเศษไม่ได้รับความสะดวกและส่งผลกระทบต่อการให้บริการ กทพ. จึงได้ดำเนินการศึกษาและออกแบบรายละเอียดงานปรับปรุงทางลงทางพิเศษกาญจนาภิเษก บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษบางแก้ว เป็นงานก่อสร้างทางยกระดับขนาด 2 ช่องจราจร ข้ามถนนบางนา-ตราด และขยายช่องจราจรด้านขวา ช่วงทางลงก่อนถึงด่านเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งโครงการนี้จะช่วยแบ่งปริมาณจราจรจากด่านบางแก้วทางออก 2 ได้ประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณจราจรทั้งหมด รวมถึงก่อสร้างช่องเก็บค่าผ่านทางระดับดินสำหรับด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษขาออกจำนวน 9 ช่องทาง และปรับปรุงช่องเก็บค่าผ่านทางเดิมจำนวน 2 ช่องทาง พร้อมติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางพิเศษแบบเงินสด (MTC) และแบบอัตโนมัติ (ETC) ให้สามารถรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการเก็บค่าผ่านทางเดิม นอกจากนี้ ยังได้ก่อสร้างอาคารที่พักสำหรับพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในผลัดดึก ซึ่งขณะนี้โครงการฯ มีความก้าวหน้า ในการก่อสร้างคิดเป็นร้อยละ 52.79 ซึ่งเร็วกว่าแผนงานที่กำหนดไว้ร้อยละ 15.41
อย่างไรก็ตาม กทพ. ต้องขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอความร่วมมือผู้ใช้เส้นทางบริเวณดังกล่าวโปรดสังเกตป้ายเตือน สัญญาณไฟจราจรต่างๆ และปฏิบัติเครื่องหมายจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการทางพิเศษ ซึ่งหากมีข้อร้องเรียนแจ้งเหตุ หรือข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กรุณาแจ้งได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ทางพิเศษ โทร 1543 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ธนาคารกลางจีนขึ้นดบ.ระยะสั้น-BOJคงอัตราเดิม

ธนาคารกลางจีน ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ขณะ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ตรึงนโยบายการเงิน 8งอัตราดอกเบี้ยที่ -0.1%

สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเป็นครั้งที่ 3 ในรอบหลายเดือนในวันพฤหัสที่ผ่านมา หลังจากการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติสิ้นสุดลงเมื่อวันพุธ ซึ่งผู้นำเตือนว่า การจัดการกับความเสี่ยงด้านหนี้จะเป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่งด้านนโยบายในปีนี้ การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตามคาด ทั้งนี้ PBOC ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.10% สำหรับสินเชื่อระยะกลาง (MLF) และอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรในตลาดรอง

ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น มีมติตรึงนโยบายการเงินในการประชุมวันพฤหัสที่ผ่านมา และคงมุมมองเชิงบวกอย่างระมัดระวังต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการขยายมาตรการกระตุ้นทางการเงินเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้บีโอเจมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.1% สำหรับเงินฝากส่วนเกินที่สถาบันการเงินฝากไว้กับบีโอเจ โดยบีโอเจยังได้คงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนสำหรับพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีไว้ที่ 0% ทั้งนี้หลังจากที่ดำเนินโครงการซื้อสินทรัพย์จำนวนมหาศาลมากว่า 3 ปี แต่ไม่สามารถเร่งอัตราเงินเฟ้อสู่เป้าหมาย 2% ได้ บีโอเจก็ได้ทำการปฏิรูปกรอบนโยบายในเดือนก.ย.ปีที่แล้วมาเป็นการกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ย

ทช.สร้างถนนดันท่องเที่ยวสมุทรสงคราม-เพชรบุรี

กรมทางหลวงชนบท สร้างถนนกว่า 14 กม. เสริมการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลตะวันตกสมุทรสงคราม-เพชรบุรี

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ทช. ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการก่อสร้างถนนเลียบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก เพื่อใช้เป็นโครงข่ายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่งทะเลภาคกลางตอนล่างต่อเนื่องภาคใต้ตอนบนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ ระนอง ซึ่งเป็นที่ที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์ สามารถส่งเสริมและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ เพื่อกระตุ้นการลงทุนทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งชุมชน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ตลอดจนสามารถใช้เป็นเส้นทางโครงข่ายสายรองในการเชื่อมต่อกับถนนสายหลักในการเดินทางลงสู่ภาคใต้ได้อีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นจึงได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสาย บ้านคลองโคน – บ้านบางตะบูน อำเภอเมือง,บ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม,เพชรบุรี เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายให้สมบูรณ์และต่อเนื่อง โดยมีจุดเริ่มต้นโครงการแยกจากทางหลวงหมายเลข 35 สายธนบุรี – ปากท่อ ถนนพระราม 2ที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ระยะทาง 14.386 กิโลเมตร ปัจจุบันผลการดำเนินงานก้าวหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 48 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณเดือนเมษายน 2561 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 297.180 ล้านบาท

ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพพื้นที่ในบริเวณที่จะดำเนินการก่อสร้าง เป็นพื้นที่ดินอ่อนมีอัตราการทรุดตัวสูง ดังนั้นรูปแบบในการก่อสร้างกำหนดเทคนิควิธีการแก้ไขปัญหาโดยการใช้เสาเข็มในการปรับปรุงโครงสร้างและเสถียรภาพคันทาง เพื่อให้ถนนเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จมีความมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับปริมาณการจราจรที่จะมาใช้เพิ่มขึ้น รวมถึงการลดภาระในการบำรุงรักษาอีกด้วย

กรมเจ้าท่าหารือยกระดับเรือคลองแสนแสบ


กรมเจ้าท่า หารือผู้ประกอบการเรือโดยสารคลองแสนแสบ ยกระดับความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้ประชาชน

นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่ายกระดับความปลอดภัยการให้บริการเรือโดยสารในคลองแสนแสบให้สูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา ห้ามมีผู้โดยสารยืนบริเวณที่จัดไว้สำหรับผู้โดยสารนั่ง ให้ยืนได้บริเวณที่ว่างท้ายเรือ ตามความสามารถรับน้ำหนักของเรือ ทั้งนี้เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ได้หารือกับผู้ประกอบการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชน ได้แก่

1. เสริมเรืออกจากท่าเรือต้นทาง ในช่วงเวลาเร่งด่วนระหว่างเวลา 07.30 – 08.35 น. และ 17.50 – 18.35 น. ให้ถี่มากยิ่งขึ้นและจัดเรือเสริมเฉพาะท่าเรือที่มีผู้โดยสารหนาแน่นเป็นท่าต้นทาง

2. ในช่วงเวลาเร่งด่วนให้เรือเปล่าวิ่งตรงกลับมายังท่าต้นทางที่กำหนดไว้

3. เรือที่ปล่อยจากท่าเรือต้นทางในช่วงเวลาเร่งด่วนจะรับผู้โดยสารร้อยละ 70 เพื่อให้มีพื้นที่รองรับผู้โดยสารในท่าเรือถัดไป

โดยผลจากการปรับการเดินเรือดังกล่าวทำให้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 สามารถบริหารการขนส่งผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่มีผู้โดยสารตกค้างหรือรอเรือนานเกินสมควร และสำหรับมาตรการปล่อยเรือคาดว่าภายใน 1 สัปดาห์จะสามารถปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้กรมเจ้าท่ายังได้กำหนดมาตรการความปลอดภัยต่างๆ เช่น กำหนดความเร็วการเดินเรือไม่เกิน 20 กม./ชม. ติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดประจำท่าเรือ

เกษตรกรสงขลาหันปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ


เกษตรกรสงขลา หันปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ ทางเลือกใหม่สร้างรายได้นอกเหนือจากยางพารา

ที่ อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ขณะนี้เกษตรกรหลายรายเริ่มหันมาปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษ พืชทางเลือกใหม่นอกเหนือจากการทำสวนยางพารา และเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องการมาก โดยมีตัวอย่างของเกษตรกร 2 ราย ที่หันมาปลูกแล้วประสบความสำเร็จเริ่มเก็บผลผลิตส่งขายได้ รายแรกคือ นายทวีศักดิ์ มณี เกษตรกรในพื้นที่หมู่ 1 ต.โคกม่วง ซึ่งปลูกกล้วยหอมทองในสวนยางพารา จำนวน 5 ไร่ รวม 500 ต้น

ขณะนี้กล้วยทยอยออกเครือพร้อมตัดกว่า 100 ต้น ส่วนอีกแปลงเป็น ของนายภิรมย์ ทองขะโชค อยู่หมู่ที่ 3 ต.คลองหอยโข่ง ปลูกกล้วยหอมทองในพื้นที่ดินว่างข้างบ้าน จำนวน 1 ไร่ รวบ 130 ต้น และขณะนี้กล้วยพร้อมตัดแล้วกว่า 80 ต้นเช่นเดียวกัน และเป็นกล้วยเกรดเอทั้งหมดมาตรฐานการส่งออก

ด้าน นายจีระวัฒน์ ภักดี ประธานกลุ่มปลูกกล้วยหอมทอง ต.ปากแตระ อ.ระโนด ซึ่งเป็นกลุ่มปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก กล่าวว่า เกษตรกรทั้งสองรายใน อ.คลองหอยโข่ง ได้เข้าร่วมกลุ่มปลูกกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก และเป็นผลผลิตรุ่นแรกของ อ.คลองหอยโข่ง ซึ่งทางกลุ่มจะรับซื้อในราคาประกันที่ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นกิโลกรัมละ 15 บาท และอีกส่วนหนึ่งจะส่งให้กับคณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ นำไปทดลองแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และทดลองส่งออกจำหน่ายตามท้องตลาด

นอกจากนี้ทางกลุ่มยังมีแผนการตลาดรองรับผลิตผลิตในอนาคตที่อาจจะออกมามากโดยตั้งโรงงานแปรรูปกล้วยหอมทองโดยได้รับประมาณจากทางจังหวัดมาดำเนินการ ซึ่งจะมีการแปรเป็นกล้วยฉาบ กล้วยเค็ม กล้วยอบเนย และทำกล้วยจืด สามารถเก็บได้ตั้ง 6 เดือน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในช่วงที่ราคากล้วยหอมทองตกต่ำอีกด้วย

9 เทคนิค ช่วยให้นอนหลับเพียงพอ ลดเสี่ยงโรค


นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า สมาคมการแพทย์เพื่อการนอนหลับโลก ได้กำหนดให้วันศุกร์ในสัปดาห์ที่ 2 เต็มสัปดาห์ของเดือนมีนาคมทุกปี เป็นวันนอนหลับโลก (World Sleep Day) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 17 มีนาคม 2560 และกำหนดคำขวัญ หลับสนิท ชีวิตมีสุข (Good Sleep is Reachable Dream) กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงการนอนหลับและสุขอนามัยการนอนที่ดี

เนื่องจากการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้พักผ่อน ระบบหัวใจและไหลเวียนเลือด ไม่ต้องออกแรงมากเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงเป็นช่วงเวลาที่เกิดการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ปรับสมดุลของสารเคมีต่างๆ ตลอดจนเป็นระยะที่สมองทำการเรียบเรียงข้อมูล และจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ ทำให้สมองเกิดการจดจำและมีพัฒนาการ หากนอนหลับไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การคิด ความจำ รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุขณะขับรถ และอาจสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงานด้วย

เทคนิคที่ช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นนั้น ได้แก่

1) ออกกำลังกายช่วงเย็นอย่างน้อย 30 นาที หรือ 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน

2) กินกล้วยหอม เพราะผิวของกล้วยหอมมีฤทธิ์เหมือนยานอนหลับ และมีอะมิโนแอซิดที่เรียกว่า ทริปโตฟาน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสารเซโรโทนิน เมื่อกินแล้วจะช่วยคลายเครียด คลายกังวล ทำให้หลับสบาย

3) หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก อาหารที่มีรสเผ็ด รสจัด หรืออาหารหวานมาก ก่อนเข้านอน 4 ชั่วโมง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงในการย่อยอาหาร

4) หลีกเลี่ยงกาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่กระตุ้นประสาททุกชนิด 4-6 ชั่วโมงก่อนเวลาเข้านอน

5) ผ่อนคลายร่างกาย และจิตใจก่อนนอนด้วยการอาบน้ำอุ่น เดินเบาๆ ไปมา หรือการนั่งสมาธิ และไม่ควรทำกิจกรรมที่กระตุ้นร่างกายและสมองไปจนถึงเวลาเข้านอน

6) จัดระเบียบห้องนอนและกำจัดสิ่งรบกวนด้วยการปิดไฟและอุปกรณ์ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ก่อนนอน แต่บางรายอาจจำเป็นต้องเปิดเพลงเบาๆ เพื่อสร้างบรรยากาศทำให้หลับสบายขึ้น

7) เลี่ยงการสูบบุหรี่เพราะจะทำให้หลับยาก ตื่นบ่อย และฝันร้าย เนื่องจากผลของสารนิโคติน

8) เข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ควรนอนดึกมาก ควรเข้านอนเวลาประมาณ 21.00 – 23.00 น. และปฏิบัติให้เป็นประจำ รวมถึงตื่นนอนให้เป็นเวลาทุกวัน รวมทั้งช่วงวันหยุดด้วย

9) เข้านอนเมื่อร่างกายพร้อมที่จะนอน คือเมื่อรู้สึกง่วง และไม่ได้อยู่ในภาวะตึงเครียด อย่าพยายามฝืนนอน หากไม่ง่วง

ทั้งนี้ การนอนหลับที่เพียงพอสำหรับวัยแรกเกิด (แรกคลอด – 3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมง วัยทารก (4 เดือน – 1 ปี) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง วัยเตาะแตะ (1-2 ปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง วัยก่อนเข้าเรียน (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง วัยเข้าโรงเรียน (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง วัยรุ่น (14- 17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง วัยผู้ใหญ่ (18-64 ปี) ควรนอน 7-9 ชั่วโมง และวัยผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7 – 8 ชั่วโมง

7 ความเข้าใจผิดเรื่องการใช้ “เขียง” ที่เรายังคงทำกันอยู่


เขียงเป็นอุปกรณ์สำคัญประจำครัวที่ขาดไม่ได้เลย แต่หลายครั้งเราก็มองข้ามความสำคัญของ “เขียง” เพียงเพราะมันก็เป็นแค่ของที่ใช้หั่นผัก หั่นเนื้อ ฯลฯ เท่านั้น แต่รู้หรือไม่ว่าแม้เขียงมักจะถูกมองข้าม แต่เขียงกลับมาสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม ทั้งเรื่องการใช้งานและการดูแลรักษา มาดูกันดีกว่าว่าที่ถูกต้องแล้ว เราควรใช้และเก็บรักษาเขียงอย่างไรถึงจะถูกต้อง

1.ควรมีเขียง 2 อันในครัว เพื่อแยกประเภทของสิ่งที่หั่น เช่นเขียงหนึ่งอันสำหรับหั่นเนื้อสัตว์ เขียงอีกอันสำหรับหั่นผัก โดยคุณอาจทำสัญลักษณ์ประจำเขียงเอาไว้

2.วางเขียงให้ตรงและรู้สึกมั่นคง การหั่นหรือสับสิ่งของต่างๆ บนเขียงควรหั่นหรือสับเมื่อเขียงตั้งตรงเท่านั้น เพราะหากเขียงเอียงอาจไม่เป็นผลดีต่อการสับหรือหั่น

3.อย่ามองข้ามเรื่องขนาดของเขียง การเลือกเขียงอาจต้องคำนึงถึงขนาดของมีดที่เรามีอยู่ รวมถึงการใช้งานเขียงอันนั้นๆ ว่าเขียงอันนั้นจะใช้หั่นอะไร

4.ควรล้างเขียงด้วยน้ำอุ่นผสมสบู่ เพราะหากเขียงโดนความร้อนและน้ำนานๆ อาจทำให้เขียงผิดรูป

5.ทำความสะอาดเขียงให้ถูกวิธีด้วยขี้ผึ้ง หลังการทำความสะอาดเขียงด้วยการล้าง ควรทาน้ำมันหรือขี้ผึ้ง เพื่อไม่ให้เขียงดูดซับน้ำ

6.ควรเปลี่ยนเขียงเมื่อเขียงมีรอยบุ๋ม หรือสึกหรอ เพราะร่องรอยเหล่านั้นจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย

7.วัสดุทำเขียงบางชนิดทำให้มีดหมดความคมลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกเขียงควรพิจารณาวัสดุด้วย

5 ข้อควรรู้ ก่อนใช้ยา “มหาหิงค์”


บ้านไหนที่ชอบยาไทยๆ โบราณๆ โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก ต้องรู้จักยา “มหาหิงค์” แน่นอน เพราะมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เพียงแค่ทาที่หน้าท้องของเด็กเล็กเท่านั้น

มหาหิงค์ เป็นยางที่ได้จากต้นไม้ เป็นพืชในวงศ์เดียวกับผักชี ผักชีลาว มีต้นกำเนิดในประเทศแถบเอเชียกลาง ปัจจุบันมหาหิงค์จะมีปลูกอยู่ในประเทศอิหร่านและอัฟกานิสถานเท่านั้น และถูกส่งออกไปขายทั่วโลก ส่วนที่นิยมนำมาใช้เป็นยา หรืออาหารคือส่วนของลำต้นใต้ดิน

มหาหิงค์ถูกนำมาใช้เป็นยาช่วยย่อย ในบางประเทศหมอพื้นบ้านนำมหาหิงค์มาทำเป็นยาแก้พิษ ถอนพิษของฝิ่น และยังมีงานวิจัยว่าสามารถนำมหาหิงค์มารักษาโรคมะเร็ง รักษาภาวะต่างๆ ของสตรี ใช้คุมกำเนิดในสตรี รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือดและหลอดเลือด และเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายอีกด้วย แต่ปัจจุบันนิยมนำมาใช้ทาท้องเด็กแก้ท้องอืดท้องเฟ้อมากกว่า เพราะสำหรับอาการอื่นๆ ผลงานวิจัยยังไม่แน่ชัดนัก

ยามหาหิงค์อยู่กับคนไทยมานาน และใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่หากใช้ยามหาหิงค์ไม่ถูกวิธี อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กยิ่งต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ใช้มหาหิงค์อย่างไรให้ถูกวิธี มาดูกันค่ะ

1.อย่าทาน หรือผสมน้ำทาน เพราะมหาหิงค์มีแอลกอฮอล์ ไม่ดีต่อร่างกายของเด็กเล็ก

2.อย่าให้มหาหิงค์เข้าตา บริเวณเนื้อเยื่ออ่อน แผล หรือรอยถลอกของเด็ก

3.หมั่นดูวันหมดอายุที่ข้างบรรจุภัณฑ์ก่อนใช้เสมอ

4.เก็บไว้ให้ไกลมือเด็ก และอย่าวางรวมกับยาทั่วไป

5.ทามหาหิงค์ให้ห้องที่อากาศถ่ายเทดี

ง่ายๆ แค่นี้ก็ใช้ยามหาหิงค์ได้อย่างปลอดภัยแล้วค่ะ แต่ถ้าใช้มหาหิงค์แล้วอาการท้องอืดท้องเฟ้อยังไม่ดีขึ้น ไปพบแพทย์น่าจะดีกว่าค่ะ

น้ำปลาไทยปลอด “โบทูลินัม” ปนเปื้อน


กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจเชื้อแบคทีเรียและสารพิษ “โบทูลินัม” ในน้ำปลาไทย จำนวน 48 ตัวอย่าง ทั้งน้ำปลาแท้และน้ำปลาผสม ระบุไม่พบทั้งหมด เร่งส่งข้อมูลหน่วยงานการค้าไทย หลังน้ำปลาไทยห้ามส่งขายสหรัฐฯ เหตุไม่เคยมีข้อมูลการตรวจมาก่อน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า หลังจากสหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้าน้ำปลาจากประเทศไทย เมื่อปี 2557 เนื่องจากไม่มีข้อมูลการตรวจสารพิษโบทูลินัมในน้ำปลาที่ผลิตในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อมูลค่าและสัดส่วนการตลาดของน้ำปลาไทยในสหรัฐอเมริกาอย่างมาก และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของอาหารไทย เนื่องจากสารพิษโบทูลินัม และเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม เป็นอันตรายร้ายแรงกับมนุษย์ มีโอกาสปนเปื้อนในอาหารหากกระบวนการผลิตไม่ดี

จากปัญหาดังกล่าว กรมฯ โดยสำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร จึงได้สำรวจการปนเปื้อนสารพิษโบทูลินัม และเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม ในตัวอย่างน้ำปลาที่หน่วยงานต่างๆ และเอกชนนำส่งมาตรวจวิเคราะห์ และตัวอย่างน้ำปลาที่จำหน่ายในตลาดทั่วไปจำนวนรวม 48 ตัวอย่าง แยกเป็นน้ำปลาแท้ 28 ตัวอย่าง 21 เครื่องหมายการค้า จาก 18 แหล่งผลิตใน 12 จังหวัด และน้ำปลาผสม 20 ตัวอย่าง 18 เครื่องหมายการค้า จาก 14 แหล่งผลิต ใน 9 จังหวัด

นพ.สุขุม กล่าวว่า การตรวจวิเคราะห์ ได้ทำการตรวจหาสารพิษโบทูลินัม ชนิด A, B, E และ F ใช้วิธี ELISA (Tetracore®, USA) และตรวจหาเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม โดยวิธีเพาะเชื้อ (US FDA BAM 2001, Chapter 17) ซึ่งผลการตรวจวิเคราะห์ ไม่พบทั้งสารพิษโบทูลินัมและเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม

ในน้ำปลาทุกตัวอย่าง ซึ่งข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์ดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าน้ำปลาไทยปลอดจากสารพิษโบทูลินัม และเชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม และจะเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสนับสนุนให้น้ำปลาไทยสามารถรักษาและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดสหรัฐอเมริกาไว้ได้ ซึ่งกรมฯ ได้ส่งมอบข้อมูลนี้ให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

“เชื้อแบคทีเรียคลอสตริเดียม โบทูลินัม พบได้ในดินและน้ำ ไม่ต้องการออกซิเจนในการเจริญเติบโต สามารถสร้างสปอร์ที่ทนต่อความร้อน ทำให้สปอร์ยังคงหลงเหลืออยู่หากการผลิตอาหารแปรรูปมีกระบวนการผลิตไม่ผ่านความร้อนหรือให้ความร้อนไม่เหมาะสม และหากอาหารนั้นอยู่ในภาวะที่เหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ เช่น ไม่มีออกซิเจน มีค่าความเป็นกรด-ด่างสูงกว่า 4.6 มีส่วนผสมของเกลือแกงไม่เกิน 5-10% เก็บรักษาในอุณหภูมิปกติและไม่เกิน 45-50 องศาเซลเซียส สปอร์จะเจริญเป็นตัวเชื้อ เพิ่มจำนวน และสร้างสารพิษโบทูลินัมในอาหารนั้นๆได้” อธิบดีกรมวิทย์ กล่าว

นพ.สุขุม กล่าวว่า สารพิษชนิดนี้มีฤทธิ์ร้ายแรง หากร่างกายได้รับเพียง 0.5 ไมโครกรัม สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ผู้ที่บริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษนี้จะมีอาการมองเห็นภาพซ้อน ตาพร่ามัว คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นอัมพาต หายใจขัด และเสียชีวิตเนื่องจากระบบหายใจล้มเหลว ปัจจุบันพบสารพิษโบทูลินัม 8 ชนิด คือ A, B, C1, C2, D, E, F และ G ชนิดที่มักพบก่อโรคในคน ได้แก่ ชนิด A, B, E และ F ส่วนชนิด C, D และ E ก่อโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ สัตว์ปีกและปลา

10 ประโยชน์ดีๆ ของ “มะระ” ขมแต่ดีจริง


แฟนเพลงของ พี่เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย ทราบกันดีว่าพี่เบิร์ดชอบดื่มน้ำมะระขี้นกปั่นทุกเช้า นี่อาจจะเป็นเคล็ดลับของความหน้าเด็ก และแข็งแรงของพี่เค้าก็อาจจะเป็นได้ (ดูสิ คนทั้งประเทศยังเรียกเขาว่าพี่อยู่เลย) แต่จริงๆ แล้วมะระไม่ได้มีประโยชน์แค่นั้นนะ อยากชวนทุกคนมาทานมะระกันเยอะๆ จะได้สุขภาพแข็งแรงตามประโยชน์ 10 ข้อนี้เลย!

10 ประโยชน์ดีๆ ของ “มะระ” ขมแต่ดีจริง

1. ช่วยลดโอกาสในการเป็นโรคเบาหวาน ก็เพราะมะระขมไง ก็ไม่หวาน ก็เลยไม่เป็นเบาหวาน ง่ายๆ เลยเนอะ แถมยังช่วยเสริมการหลั่งอินซูลินในตับอ่อน เพื่อลดการสร้างน้ำตาลจากตับอีกด้วย

2. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งแน่นอนว่าลดโอกาสในการเกิดมะเร็ง และผิวพรรณผ่องใส ไม่เหี่ยวย่นง่าย

3. ช่วยรักษาโรคตับได้ ตามตำรับยาไทย

4. เห็นขมๆ แบบนี้ แต่ทานแล้วช่วยเจริญอาหารนะ

5. ช่วยขับพยาธิ

6. คั้นดื่มสด เป็นยาระบายอ่อนๆ ได้

7. แก้อาการข้อเข่าเสื่อม บำรุงข้อ

8. ช่วยฟอกเลือด รักษาโรคที่เกี่ยวกับตับ

9. ช่วยย่อยอาหาร

10. เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง

เคล็ดลับในการปรุงมะระไม่ให้ขม

ต้มมะระในน้ำเดือดจัดที่ใส่เกลือเล็กน้อย หรือจะทานโดยราดน้ำกะทิลงไปนิดหน่อย ทานกับน้ำพริก หากต้มมะระยัดไส้ก็ควรต้มนานๆ เพื่อลดความขมลง หรือปรุงรสเผ็ดแทน เช่น เมนูพะแนงมะระ เป็นต้น