เพิ่ม “ถั่วลิสง” ในมื้ออาหาร ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด!

ผลการวิจัยใหม่ระบุว่า การรับประทานถั่วลิสงหลังอาหาร อาจจะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นไขมันชนิดหนึ่งในเลือดให้เราได้ เช่นเดียวกับวอลนัท และพีแคน

นักวิจัยได้รายงานผลการวิจัยเกี่ยวกับถั่งลิสง ล่าสุด ในวารสาร The Journal of Nutrition ฉบับเดือนมีนาคม ปี 2017 ว่า การรับประทานแซนวิชเนยถั่วเป็นประจำ ส่งผลในด้านบวกต่อสุขภาพ เพราะถั่งลิสงนั้น มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา โดยช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ให้กับเราได้

ทั้งนี้ ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่พบในเลือด และหากเรามีระดับไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดสูง ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเครียด และมีอาการอักเสบต่าง ๆ

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาผู้ชายที่มีน้ำหนักเกิน แต่ยังมีสุขภาพดีจำนวน 15 คน อายุระหว่าง 20-65 ปี โดยมีการตรวจระดับไตรกลีเซอไรด์ กลูโคลส อินซูลิน และเอนโดธีเลียม หรือเยื่อบุผนังหลอดเลือด ของพวกเขา ทั้งก่อนและหลังการดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสม และไม่มีส่วนผสมของถั่งลิสง ผลปรากฏว่า ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่มีส่วนผสมของถั่วลิสง 3 ออนซ์ มีระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มที่ไม่มีส่วนผสมของถั่วลิสง นักวิจัยจึงระบุว่า ถั่ว ให้ผลดีต่อระบบการทำงานของเส้นเลือด และแนะนำว่า การรับประทานถั่วลิสงนี้ อาจจะเป็นผลดีต่อระบบการทำงานของหัวใจ

ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีการศึกษาพบว่า วอลนัท และพีแคน ก็ให้ผลดีต่อสุภาพเช่นกัน โดยช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

จากผลของรายงานวิจัยดังกล่าว จึงสรุปได้ว่า เราจึงควรเพิ่มการรับประทานอาหารจำพวกถั่ว ซึ่งก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเพิ่มมันลงไปในมื้ออาหาร เช่น การเพิ่มอัลมอนลงไปในสลัดผัก การเพิ่มวอลนัท ลงไปในข้าวโอ๊ต หรือจะเพิ่มถั่วลิสงลงในในอาหารจานทอดก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ อาหารพวกนี้ ยังเป็นของว่างที่ดีเยี่ยม ที่เราสามารถพกพาติดตัวไปรับประทานในเวลาพัก หรือเวลาว่างจากการทำงานได้อีกด้วย

รถวิ่งอืด เครื่องสั่น “วาล์ว” เสียหรือเปล่า?

ระบบวาล์ว คือชิ้นส่วนสำคัญที่บรรจุอยู่ในเครื่องยนต์ เมื่อคุณขับรถถึง 100,000 กิโลเมตร หรือเมื่อมีอาการรถวิ่งอืด รอบเดินเบาสั่นเหมือนเครื่องจะดับ จำเป็นต้องมาตั้งระบบวาล์วเพื่อให้การขับขี่เป็นไปอย่างปกติเหมือนดังเดิม ส่วนรถติดแก๊สวาล์วจะเสื่อมเร็วกว่าปกติ ควรตรวจสอบที่ระยะ 50,000 กิโลเมตร หรือตามที่คู่มือรถกำหนดโดยช่างผู้ชำนาญการ ซึ่งคุณสามารถไปเช็กได้ที่ศูนย์บริการ หรืออู่ที่คุณไว้วางใจได้เลย

วาล์วมี 2 ลักษณะ วาล์ว ไอดี และวาล์วไอเสีย ถูกติดตั้งอยู่ในฝาสูบ หากวาล์วมีระยะที่ผิดปกติไปจากเดิม จะส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์ เช่น ระยะวาล์วห่างเกินไปจะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ไม่ดีพอ แรงม้า และแรงบิดลดลง ยังส่งผลให้กินน้ำมันมากขึ้นอีกด้วย ส่วนวาล์วตัวใดที่ชำรุด หรือสึกมากไม่สามารถปิดได้ ที่เรียกติดปากว่า “วาล์วยัน” โดยมากแล้วชำรุดที่วาล์วไอเสีย สูบใดวาล์วยัน สูบนั้นกำลังอัดจะรั่ว เวลาติดเครื่องยนต์ อาการจะคล้ายๆ กับจุดระเบิดไม่ครบสูบทำให้เครื่องสั่นมาก

อาการวาล์วยันคือ
1. รถจะวิ่งอืดผิดปกติ อัตราเร่งจะหายไป
2. รอบเครื่องยนต์ผิดปกติวูบเหมือนจะดับ
3. รถกินน้ำมันผิดปกติ

อาการวาล์วรั่ว มี 2 กรณีคือ
1. วาล์วรั่ว คือเวาล์วปิดไม่สนิท ทำให้ไอดีรั่วเข้ามาห้องเผาไหม้ ก็จะทำให้เกิดควันดำ
2. มีควันขาว แต่ในกรณีที่มีควันขาวนั้น ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น แหวนลูกสูบหลวม หรือ ปลอกสูบเป็นรอย

หากรถคุณเจออาการดังที่กล่าวมา ก่อนที่ความเสียหายจะเพิ่มมากขึ้น ให้รีบนำรถเข้าศูนย์ซ่อมได้เลย เพราะค่าใช้จ่ายในการปรับตั้งวาล์วไม่แพง อยู่ที่หลักพันบาทต้นๆ ขึ้นอยู่กับยี่ห้อรถยนต์ แต่ถ้าเครื่องยนต์วาล์วรั่วเตรียมปาดเหงื่อได้เลย เพราะค่าใช้จ่ายในการซ่อมก็ราคาประมาณหลักหมื่น ต้องเปิดฝาสูบ ตรวจเช็ค ปรับตั้งเปลี่ยนวาล์ว งานใหญ่แน่นอน

ที่สำคัญควรระวังช่าง หรืออู่บางที่ให้ดี เพราะคุณอาจโดนหลอกได้ เนื่องจากอาการอาจเป็นแค่วาล์วยัน แต่ตอนเก็นเงินดันบอกว่าวาล์วรั่ว มั่วเก็บเงินคุณมากกว่าความเป็นจริง ยังไงต้องดูให้ดีนะครับเพราะราคาค่าซ่อมมันต่างกันมากทีเดียว

น้ำมันเฟืองท้าย ทำไมต้องเปลี่ยน!!!

สำหรับมือใหม่ป้ายแดงอาจจะรู้สึกงงสักหน่อยนอกจาก ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันกียร์ น้ำมันเบรค ยังต้องถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายด้วยหรอ และหากต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายควรเปลี่ยนที่ระยะเท่าไร ซึ่งหลายท่านละเลยไม่สนใจ ทั้งที่มีความสำคัญไม่แพ้ชิ้นส่วนอื่นๆ การทำงานของชุดเฟืองท้ายจำเป็นต่อการขับเคลื่อนของรถยนต์ โดยทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังผ่านเพลากลางลงมาผ่านชุดเฟืองท้ายไปยังล้อรถยนต์ ซึ่งหน้าที่แต่ละเฟืองมีความสัมพันธ์กัน

ในระบบการทำงานนี้ ชุดเฟืองท้าย จำเป็นเป็นต้องมีน้ำมันหล่อลื่น หรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า น้ำมันเฟืองท้าย เพราะหากไม่มีน้ำมันตัวนี้ ชิ้นส่วนต่างๆ คงเสียหายหนักเป็นแน่

ชุดเฟืองท้ายประกอบด้วย

1. เฟืองเดือยหมู ทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังของเครื่องยนต์
2. เฟืองบายศรี ทำหน้าที่เปลี่ยนทิศทางกำลัง จากเฟืองเดือยหมู เพื่อขับเพลาข้าง และลดอัตราทดเกียร์ คือ ลดความเร็วรอบ ให้เหมาะสมกับขนาดของล้อรถยนต์โดยเฟืองบายศรีจะหมุนช้ากว่าเฟืองเดือยหมู
3. เฟืองดอกจอก ทำหน้าที่แบ่งแยกกำลังงาน ที่จะส่งไปยังเพลาข้างซ้าย และขวา เพื่อความเร็วแตกต่างกันในขณะขับรถเลี้ยวโค้ง
4. เฟืองข้าง ทำหน้าที่ขับเพลาข้างเพื่อทำให้ล้อหมุน

การทำงานของเฟืองทั้ง 4 ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก ส่วนระยะเวลาที่ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายประมาณ 40,000 กิโลเมตร และก่อนการตรวจเช็กระดับน้ำมันเฟืองท้าย ดูให้ดีก่อนว่าน้ำมันเฟืองท้ายยังร้อนอยู่หรือไม่ เพราะหากเพิ่งผ่านการใช้งานน้ำมันยังร้อนอยู่อาจถูกลวกมือได้ และอีกข้อที่สำคัญ น้ำมันเฟืองท้ายที่จะใช้เติมต้องตรงตามค่าที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดมาให้ หากเติมผิดเบอร์ ผิดประเภท อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับชุดเฟืองท้ายได้

ทั้งนี้ระบบของเหลวรถยนต์จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายอย่างสม่ำเสมอ หรือตามคู่มือค่ายรถที่ให้มา ของ เหลวมีวันเสื่อมสภาพตามกาลเวลา มีรถแล้วก็หมั่นตรวจสอบด้วยครับ เพราะถ้าไม่สนใจขับอย่างเดียว ถึงเวลานั้นคุณอาจต้องเสียเงินมากกว่าค่าบำรุงรักษาหลายเท่าตัว

เช็คด่วน! อาการเกียร์ธรรมดามีปัญหา

อาการที่เริ่มบ่งบอกว่า เกียร์ธรรมดา เริ่ม มีปัญหา จะแตกต่างจากเกียร์ออโต้ เพราะบางส่วนอาจไม่ได้เกิดจากห้องเกียร์โดยตรง เพราะเกียร์รถแบบธรรมดาจะมีชุดคลัตช์ ผ้าคลัตช์ หวีคลัตช์ ลูกปืนคลัตช์ ระบบไฮดรอลิกคลัตช์ สายอ่อนคลัตช์ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดกับเกียร์แบบธรรมดาก็ขึ้นอยู่กับส่วนย่อย หรือส่วนประกอบเหล่านี้ ยกเว้นถ้าอาการหนักจึงจะเป็นที่ห้องเกียร์ เช่น มีน้ำมันซีลหน้าเครื่อง-ซีลท้ายเครื่องรั่วซึม ส่วนรถที่ขับเคลื่อนล้อหน้าให้เช็กรอยรั่วซีลเพลาขับบริเวณเสื้อเกียร์ด้วย

ส่วนด้านการบำรุงรักษาเกียร์ธรรมดา หลายคนยังไม่รู้ว่า การถ่ายน้ำมันเกียร์ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเก่าออกได้ 100% เป็นเพียงการทำให้เจือจาง (dilute) ลง เท่านั้นเอง เพราะน้ำมันเกียร์ส่วนที่เหลือจะตกค้างภายในชิ้นส่วน ระบบเกียร์ภายใน, วาว์ลบอดี้ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายออกมาได้ทั้งหมด และทุกครั้งที่ถ่ายน้ำมันเกียร์ จะได้น้ำมันใหม่เข้าไปแทนของเดิมที่ถ่ายออกมาอัตราส่วนประมาณ 30/70 หรือ 40/60 เท่านั้น

การบำรุงรักษาเกียร์เบื้องต้นควรเริ่มถ่ายน้ำมันเกียร์ที่ระยะ 40,000 km. เพื่อไม่ให้เกียร์รถยนต์เสื่อมสภาพก่อนกำหนด อย่าลืมว่าค่าบำรุงรักษาเกียร์ถูกกว่าค่าเปลี่ยนเกียร์เยอะ

สำหรับผู้ที่ต้องการถ่ายน้ำมั้นเกียร์ด้วยตนเอง อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมก่อนถ่ายน้ำมันเกียร์ มีดังนี้

1. ประแจบล็อคความยาว 10 นิ้ว
2. ลูกบล็อคหกเหลี่ยม เบอร์ 24
3. แม่แรงยกรถ
4. ถุงมือช่าง
5. ภาชนะรองรับน้ำมันเกียร์
6. น้ำมันเกียร์ (ตรงกับสเปคเดิม)

“การถ่ายน้ำมันเกียร์ คือ การเอาน้ำมันเก่าออกมา ฉะนั้นหากคุณถ่ายออกมาเท่าไหร่ ก็ต้องใส่น้ำมันใหม่กลับไปเท่าเดิม ส่วนน้ำมันเก่าที่ถ่ายออกมาอย่าเอาไปทิ้ง เก็บไว้ขายได้ราคาดีนักแล”

แต่ถ้าคุณไม่มีความชำนาญด้านเครื่องยนต์กลไกลก็ให้ไปเปลี่ยนที่ศูนย์บริการ ใกล้บ้านได้เลย อาจแพงกว่าเปลี่ยนถ่ายเองสักนิด แต่ก็ยังมั่นใจได้เพราะยังไงเค้าก็ใช้น้ำมันเกียร์สเปคเดิมที่ออกจากโรงงานครับ เพียงทำตามดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เกียร์รถคุณจะมีอายุใช้งานยาวนาน กว่าจะได้โอเวอร์ฮอลเกียร์อีกทีเผลอๆ คุณอาจขายรถคันเก่าไปซื้อคันใหม่แล้วก็ได้ครับ

ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว กระแสใหม่ด้านอาหารเพื่อสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันมะพร้าวและน้ำมะพร้าว ได้กลายเป็นของโปรดของชาวอเมริกันที่รักสุขภาพ

และเจ้าของซูเปอร์มาร์เก็ตต่างสั่งสินค้าจากมะพร้าวมาวางจำหน่ายกันอย่างคึกคัก

Elissa Goodman ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแบบครบองค์ประกอบกล่าวว่า มะพร้าวช่วยเพื่อศักยภาพการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย ต้านเชื้อราที่เป็นอันตราย

สรุปได้ว่าดีต่อระบบภูมิต้านทานของร่างกาย

ข้อดีอีกหลายประการประกอบด้วย ผลต่อการทำงานอย่างเป็นปกติของหัวใจ และระบบขับถ่ายปัสสาวะและระบบไต

มะพร้าวยังได้ขยายความนิยมไปสู่สินค้าเพื่อความงามด้วย

Janette Rizk โฆษกของบริษัทซูเปอร์มาร์เก็ตสินค้าออแกนิค Whole Foods บอกว่า อุตสาหกรรมผลิตสินค้าเพื่อความงามใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบด้วย

นอกจากนั้นแล้ว เนื้อมะพร้าวถูกใช้เป็นส่วนผสมของแป้งทำขนม ขนมขบเคี้ยว tortilla หรือแป้งทอดในอาหารละตินอเมริกา ผู้ผลิตเนยและนมบางรายใช้มะพร้าวเป็นส่วนผสมด้วย

อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวในคุณสมบัติของมะพร้าวในหมู่ผู้บริโภค ดูเหมือนว่าจะมีมากเกินงานวิจัยด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับมะพร้าว

ข้อควรระวังประการหนึ่งที่สำคัญคือ มะพร้าวมีทั้งคอเลสเตอรอลที่ดีและไม่ดีต่อร่างกาย รวมทั้งมีไขมันอิ่มตัวที่เกี่ยวโยงกับโรคหัวใจด้วย

พณ.เผยฟิลิปปินส์จ่อนำเข้าข้าวอีก1.3ล้านตัน

กระทรวงพสณิชย์ เผยฟิลิปปินส์ มีแผนนำเข้าข้าวปีนี้เพิ่มขึ้น1.3 ล้านตันเพื่อความมั่นคงทางอาหารชี้เป็นโอกาสผู้ส่งออกไทย

นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพสณิชย์ เปิดเผยว่า จากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐ
ฟิลิปปินส์เพื่อหารือกับองค์การอาหารแห่งชาติของฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่นำเข้าข้าว พบว่า ในปีนี้มีแผนจะนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากเดิม 4.5 แสนตัน ในปี 2559 เป็น 1-1.3 ล้านตัน ในปีนี้ เพื่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยจะพิจารณาเปิดประมูลเพื่อนำเข้าข้าวคุณภาพดีขึ้น เช่น ข้าวขาว 5% 10% และ 15% ในปริมาณที่มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการส่งออกข้าวของไทยทั้งในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) หรือ เอกชนต่อเอกชน เพราะจะทำให้มีตลาดขนาดใหญ่มารองรับผลผลิตข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ และเป็นสัญญาณเชิงบวกกระตุ้นราคาข้าวไทยทั้งระบบและส่งผลถึงราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรจะได้รับด้วย

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์ เป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทยเฉลี่ยปีละ 4 แสนตัน โดยในช่วงเดือนมกราคม -กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ไทยส่งออกข้าวไปฟิลิปปินส์ปริมาณ 1.93 แสนตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 89.22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“แกงส้มดอกแค” อาหารพื้นบ้าน สรรพคุณไม่ธรรมดา

แกงส้มดอกแค มีใครไม่เคยกินไหม? ถ้ายังรีบไปลองเลยแล้วจะติดใจ ด้วยความเข้มข้นของน้ำแกงส้มที่เผ็ดร้อนคู่กับดอกแครสหวานอมขมนิดๆ เคล้ารวมกันกับเนื้อสัตว์ กินพร้อมกับข้าวสวยร้อนๆ บอกเลยว่า อร่อยเกินคำบรรยาย เริ่มอยากกินแล้วล่ะสิ แต่ก่อนที่จะไปกิน มีคุณประโยชน์จากแกงส้มดอกแคมาบอกให้รู้กัน

แกงส้มเป็นอาหารพื้นบ้านที่อยู่คู่กับคนไทยมาเนิ่นนาน นอกจากดอกแคแล้วยังสามารถใส่ผักอื่นลงไปแทนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น แกงส้มผักบุ้ง แกงส้มชะอมทอด หรือจะเป็นแกงส้มผักรวมก็อร่อยและมีประโยชน์ไม่แพ้กัน สำหรับ แกงส้มดอกแค ดอกแคเป็นพืชที่เติบโตได้ง่ายในเขตร้อนชื้น โตเร็ว ปลูกได้ทุกที เพราะฉะนั้นถ้าบ้านใครมีพื้นที่จะปลูกต้นแคก็ไม่เลวเลยนะ ถ้าคิดเมนูไม่ออก เดินไปเด็ดดอกแคหลังบ้านก็ได้เมนูแสนอร่อยแล้ว

ทางแพทย์แผนไทย แกงส้มดอกแคถือว่ามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้หัวลม แต่ยังมีประโยชน์นอกเหนือจากนั้นด้วย

คุณประโยชน์ของแกงส้มดอกแค :

1. ดอกแค รสหวานอมขม แก้ไข้หัวลม

2. น้ำแกงส้ม รสเผ็ดร้อน ช่วยย่อยอาหารและขับลมในกระเพาะ

3. มะขามเปียก รสเปรี้ยว ลดความร้อนในร่างกาย แก้ท้องผูก ขับเสมหะ

4. สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย รักษาอาการหวัด

5. รสเผ็ดและเปรี้ยวของแกงส้ม ช่วยบำรุงธาตุน้ำและลม

6. ดอกแคมีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา

7. ดอกแคช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น รักษาอาการท้องผูก

8. เจริญอาหาร เนื่องด้วยรสขมของดอกแคจะล้างเมือกในช่องปาก ทำให้อยากอาหารมากขึ้น

แกงส้มดอกแค นอกจากจะอร่อยและมีประโยชน์หลากหลายแล้ว ยังจัดว่าเป็นเมนูอาหารคลีนด้วยนะ เพราะฉะนั้นคนที่ลดน้ำหนักอยู่ ลองหันมากินเมนูนี้ เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับตัวเองบ้างก็ได้นะ ยังไงก็ผอมแน่นอน คอนเฟิร์ม!

ผลไม้ลดน้ำหนัก 4 ชนิด พิชิตหุ่นสวยดั่งใจ

การมีรูปร่างที่ดี มีส่วนช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้เราได้ไม่น้อย โดยเฉพาะการมีรูปร่างที่ได้สัดส่วน ปราศจากไขมัน มีหน้าท้องที่แบนราบ ย่อมเป็นที่ต้องการของสาวๆ หลายคนอยู่แล้ว จึงทำให้หลายคนเกิดแรงบันดาลใจในการลดน้ำหนักด้วยการไดเอต ซึ่งวันนี้เรามีวิธีลดน้ำหนักง่าย ๆ ด้วยการทานผลไม้ลดน้ำหนักเหล่านี้ ลองมาดูกันเลยดีกว่าว่ามีผลไม้ชนิดไหนบ้าง

1.แอปเปิลเขียว

ผลไม้ชนิดนี้มีความเด่นในเรื่องของการลดน้ำหนัก แอปเปิลเขียวนั้นจะทำให้ร่างกายของเราอิ่มได้นานขึ้น เพราะมีน้ำตาลฟรุกโตส ทำให้เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างช้า ๆ ลดอาการหิว มีส่วนช่วยในเรื่องระบบการขับถ่าย ดักจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย สำหรับผู้ที่อยากลดน้ำหนัก อย่าได้พลาดการทานแอปเปิลเขียวเด็ดขาด และควรมีติดเอาไว้ในตู้เย็นเป็นประจำ

2.กล้วยหอม

กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอยู่หลายชนิด ช่วยเติมพลังงานให้กับผู้ที่ชอบออกกำลังกาย การทานกล้วยหอมเพื่อลดน้ำหนักกำลังเป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น เพราะมันเป็นผลไม้ที่มีปริมาณแคลอรี่ต่ำ กล้วยหอมหนึ่งลูกให้พลังงานเพียงแค่ 120 กิโลแคลอรี่เท่านั้น กล้วยหอมมีสรรพคุณที่ช่วยแก้อาการท้องผูก เป็นยาระบายชั้นดี ในกล้วยหอมมาสารให้ความหวานตามธรรมชาติ จึงช่วยลดความอยากกินของหวาน ช่วยให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

3.ฝรั่ง

ฝรั่ง เป็นผลไม้ลดน้ำหนักที่มีประโยชน์สูง เนื่องจากฝรั่งนั้นเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำมาก ฝรั่ง 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 45 กิโลแคลอรี่เท่านั้น การทานฝรั่งจะช่วยทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะฝรั่งมีคุณสมบัติในการเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกาย ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดี หัวใจแข็งแรง ช่วยทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ฝรั่งยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยเพิ่มความสดใสให้กับผิวพรรณ ลองหาฝรั่งมาทานในช่วงของการลดน้ำหนัก รับรองหุ่นดีผิวสวยใสแน่นอน

4.ทับทิม

ทับทิมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่จัดว่าดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ทิมทับ 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 83 กิโลแคลอรี่ เป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย กระตุ้นระบบการเผาผลาญให้สูงขึ้น เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทำให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง คืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว ทับทิมยังช่วยในการปรับฮอร์โมนสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน ดังนั้นหากอยากลดน้ำหนักให้ได้ผลยิ่งขึ้น อย่าลืมออกกำลังกายกันด้วยนะคะ

การลดน้ำหนักด้วยการทานผลไม้เหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางการลดน้ำหนักในแบบธรรมชาติ แต่ควรทำร่วมกับการควบคุมปริมาณการทานอาหารให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีปริมาณแคลอรี่สูง พร้อมการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงแค่นี้ก็จะช่วยทำให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมแล้วค่ะ

5 อาหารคลายร้อน กินปลุกความสดชื่น แถมบำรุงสุขภาพได้อย่างเต็มๆ

หน้าร้อน เป็นช่วงที่สภาพอากาศค่อนข้างร้อนจัดจ้า แสงแดดที่แผดเผายังทำให้ร่างกายของเรามาพร้อมความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว นอกจากผิวพรรณที่หมองคล้ำตามแล้ว สภาพร่างกายภายในยังแย่ตามอีกด้วย โดยเฉพาะใครที่รู้สึกอ่อนแรงจากอากาศร้อนๆ บ่อย อยากปลุกคืนความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้แก่ร่างกาย แถมยังคลายร้อนได้ดี แนะนำอาหารคลายร้อนเหล่านี้เลยค่ะ บอกเลยว่าช่วยได้ดีสุดๆ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1.โยเกิร์ต

โยเกิร์ต ของว่างแสนอร่อยที่มีแมกนีเซียมสูง ช่วยกระตุ้นร่างกายให้สามารถปล่อยพลังงานที่สะสมเอาไว้ออกมาใช้งานได้อย่างเต็มที่มากขึ้น หากสาวๆ กินโยเกิร์ตหลังจากออกกำลังกายด้วยแล้ว มันจะช่วยกระตุ้นกระบวนการใช้งานของไกลโคเจนได้อีกด้วย

2.น้ำมะพร้าว

หน้าร้อนทั้งที เครื่องดื่มที่เรียกความสดชื่นได้ดีคงหนีไม่พ้นน้ำมะพร้าวเย็นๆ แน่นอน ซึ่งน้ำมะพร้าวยังมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย โดยจะช่วยกระตุ้นร่างกายให้ผลิตพลังงาน จากที่อ่อนล้าอยู่ก็จะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น และการดื่มน้ำมะพร้าวยังช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ แถมผิวพรรณก็เปล่งปลั่งสดใส

3.น้ำเปล่า

เมื่อไรที่ร่างกายสูญเสียน้ำหรือได้รับน้ำเข้าไปไม่เพียงพอ ก็จะทำให้เรารู้สึกอ่อนแรงได้ ดังนั้น เมื่อไรที่รู้สึกมีอาการอ่อนเพลีย แนะนำให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว ก็จะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาในทันที และหากต้องการเพิ่มคุณประโยชน์ให้น้ำเปล่ามากขึ้น แนะนำให้บีบน้ำมะนาวลงไปผสม หรือฝานแตงกวา มะนาวลงไปแช่เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติและกระตุ้นระบบขับถ่ายในตัวก็นับว่าเวิร์กสุดๆ เลยล่ะ

4.แตงโม

หน้าร้อนแบบนี้ หากนึกถึงผลไม้ฉ่ำน้ำหวานๆ ก็ต้องแตงโมเลยค่ะ สำหรับแตงโมนั้นถือเป็นผลไม้ของโปรดของใครหลายคนเลยก็ว่าได้ เหมาะที่จะกินคลายร้อนได้ดีสุดๆ แถมยังช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในแตงโมยังมีวิตามินซี แร่ธาตุและสังกะสี แถมยังฉ่ำน้ำมากถึง 90% อีกด้วย เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยค่ะว่า ทำไมกินแตงโมในหน้าร้อนแล้วจึงคลายร้อนและสร้างความสดชื่นได้ดี

5.ส้ม

ส้ม ผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำเป็นส่วนประกอบสูง ด้วยรสชาติเปรี้ยวหวานทำให้ส้มยิ่งกลายเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำที่กินคลายร้อนในหน้าร้อนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งส้มยังมีวิตามินซีสูง และมีสารฟลาโวนอยด์ 60 ชนิด นอกจากนี้ ยังมีไฟโตนิวเทรียนต์กว่า 170 ชนิดอีกด้วย กินในช่วงหน้าร้อน รับรองฟินแน่นอนค่ะ

และนี่ก็คืออาหารคลายร้อน เหมาะสมที่จะกินในช่วงหน้าร้อนอย่างมากทีเดียว สาวๆ คนไหนกำลังมองหาเครื่องดื่มหรือผลไม้คลายร้อนกันอยู่ แนะนำอาหารเหล่านี้เลย

“อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิง ปัญหาสุขภาพมักจะมีมาให้หยุมหยิมกวนใจเล่นกันอยู่เรื่อยๆ ยิ่งอายุมากขึ้น ก็ยิ่งโรคภัยถามหามากขึ้นเช่นกัน ครั้นจะไปหาหมอ ทานยาปฏิชีวนะบ่อยๆ หลายคนก็กลัวว่าตับไตจะพัง เลยหันหน้ามาพึ่งสมุนไพรกันมากขึ้น หวังว่าจะปลอดภัยต่อร่างกายเรามากกว่า

สมุนไพรที่ผู้หญิงมักเลือกทานเป็นอันดับต้นๆ ก็หนีไม่พ้น “ว่านชักมดลูก” ที่มีสรรพคุณดีต่อร่างกายมากมาย และมีผลิตภัณฑ์หลากหลายยี่ห้อให้เลือกสรร

แต่จริงๆ แล้ว แม้ว่าว่านชักมดลูกจะมีประโยชน์นานัปการ ก็ยังคงมี “ข้อควรระวัง” ที่ผู้ทานควรศึกษาก่อนซื้อมาทานด้วย

ว่านชักมดลูก คืออะไร?

ว่านชักมดลูก เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง นอกจากจะเรียกว่าว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น ว่านชักมดลูกตัวเมีย ว่านทรหด ว่านหำหด เป็นต้น

ว่านชักมดลูก มีลักษณะเป็นหัว หรือเหง้าทรงรี มีสรพพคุณช่วยดูแลรักษาอาการที่มักเกิดจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง เช่น มดลูกพิการ ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดท้องประจำเดือน ขับน้ำคาวปลา รักษาอาการตกขาว

นอกจากนี้ยังช่วยรักษาอาการอื่นๆ เช่น อาหารไม่ย่อย ริดสีดวงทวาร ปัสสาวะกะปริดกะปรอย และไส้เลื่อน เป็นต้น

อันตรายที่อาจมาพร้อมกับ “ว่านชักมดลูก”

เนื่องจากว่านชักมดลูกมีหลายสายพันธุ์ แล้วยังแยกเป็นเพศผู้ และเพศเมีย

ว่านชักมดลูกเพศเมีย จะมีเส้นกลางใบสีเขียว ก้านช่อดอกสั้น หัวกลมรีตามแนวตั้ง แขนงสั้น เนื้อข้างสีขาวนวลแกมชมพูระเรื่อ ทิ้งไว้สักพักจะเป็นสีชมพูเข้ม

ว่านชักมดลูกเพศเมีย จะมีประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง เพราะมีสารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง หรือเอสโตรเจน และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ และต้านอาการอักเสบได้อีกด้วย

ส่วนว่านชักมดลูกเพศผู้ จะมีเส้นกลางใบสีแดง ก้านช่อดอกยาว หัวจะกลมแป้นกว่าเพศเมีย แขนงยางกว้างกว่า เนื้อในเนสีขาวนวลแกมเทาอ่อน แต่หากทิ้งไว้สักพักจะกลายเป็นสีชมพูเข้มเหมือนเพศเมีย

เนื่องจากการแยกเพศของว่านชักมดลูกอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงมความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิต หรือผู้บริโภคจะจำแนกประเภทของว่านชักมดลูกไม่ถูกต้อง

ว่านชักมดลูกเพศผู้ จะไม่ได้มีประโยชน์ในการรักษาอาการผิดปกติของฮอร์โมนเพศหญิง แต่จะมีพิษต่อตับ ไต ม้าม

ดังนั้นหากเลือกประเภทของว่านชักมดลูกไม่ถูกต้อง หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ว่านชักมดลูกจากผู้ผลิตที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีการตรวจสอบคุณภาพก่อนผลิต หรือก่อนจำหน่าย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะผู้บริโภคจะได้รับว่านชักมดลูกผิดประเภท จนอาจเกิดอาการผิดปกติต่อตับ ไต ม้าม ได้

ทางที่ดี หากทานว่านชักมดลูกแล้วอาการผิดปกติต่างๆ ยังไม่ดีขึ้น ไม่ควรทนทานต่อไป ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และควรนำยาที่ทานไปให้แพทย์พิจารณาด้วย จะดีที่สุดค่ะ