23 ยักษ์ใหญ่ แบ่งเค้กรับเหมาลงตัว! สร้างมอเตอร์เวย์ 2 เส้น งบเฉียด 5 หมื่นล้าน

รัฐบาลเดินหน้าก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง โดยกรมทางหลวงเตรียมเสนอลงนามสัญญาก่อสร้างเฟส 2 ภายในเดือนมกราคมนี้

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดการลงทุนมอเตอร์เวย์เฟส 2 เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา และบางใหญ่-กาญจนบุรี ซึ่งขณะนี้ได้รับรายชื่อบริษัทรับเหมาที่ผ่านการคัดเลือกแล้ว เช่น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น -ช.การช่าง

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวง จะเร่งรัดเซ็นสัญญาผู้รับเหมาก่อสร้างมอร์เตอร์เวย์ทั้ง 2 เส้นทาง ในส่วน 31 ตอนที่เหลือ โดยได้ผู้รับเหมาแล้ว 29 ตอน แบ่งเป็น เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา 14 ตอน คิดเป็นวงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ส่วนเส้นทางบางใหญ่-กาญจนบุรี ได้ผู้รับเหมาแล้ว 15 ตอน คิดเป็นวงเงินกว่า 24,000 ล้านบาท และหลังจากนี้ จะเสนอกระทรวงคมนาคม นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ลงนามภายในเดือนมกราคม นี้

ด้านความเห็นผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง เช่น ซีเมนต์ ทราย บอกว่า ยังไม่มีแผนปรับราคา และต้องการดูความชัดเจนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่หลายโครงการในปีที่แล้วการก่อสร้างไม่เป็นไปตามเป้า

ขณะที่ นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการผู้จัดการบริษัท ประยูรวิศว์ จำกัด ที่ประมูลได้งานก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 2 สัญญา ยืนยันว่า บริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุน เครื่องมือ และแรงงาน โดยมูลค่างานที่ประมูลได้ครั้งนี้อยู่ที่ 3-4 พันล้านบาท

กนอ.เว้นค่าเช่าลงทุนนิคมสระแก้ว2-3ปี

กนอ. จูงใจเอกชนลงทุนนิคมสระแก้วเว้นค่าเช่า 2-3 ปี หากทำสัญญาก่อน 31 มี.ค.60 ชี้ ปี59 ยอดเช่าพื้นที่ทั่วปท. แตะ 2,300 ไร่

พล.อ. วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ กนอ. มีมติเห็นชอบสำหรับการออกมาตรการพิเศษ สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่สนใจจะเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมในเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดสระแก้ว ที่จะได้รับข้อเสนอพิเศษจากมาตรการส่งเสริมการเช่าแบบเร่งรัดพิเศษ ในกรณีที่ผู้ประกอบการมีความประสงค์เช่าพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือการเช่าเหมาแปลง พื้นที่ตั้งแต่ 20 ไร่ขึ้นไป เป็นระยะเวลาการเช่า 30 ปี จะได้รับ การยกเว้นค่าเช่า 3 ปีแรก และยกเว้นค่าบริการบำรุงรักษาปีแรก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีการลงนามสัญญาเช่าภายใน 31 มีนาคม 2560 และเริ่มก่อสร้างโรงงานภายใน 6 เดือน พร้อมทั้งเปิดดำเนินการภายใน 2 ปี นับจากวันทำสัญญาเช่า

ขณะเดียวกัน ยังได้ออกมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการลงทุนในนิคมฯ เพื่อเช่าพื้นที่ขายปลีก โดยมีเงื่อนไข สำหรับการลงทุนในพื้นที่ที่น้อยกว่า 20 ไร่ ระยะเวลาการเช่า ไม่น้อยกว่า 10 ปี หากมีการลงนามสัญญาเช่าภายใน 31 มีนาคม 2560 ก่อสร้างโรงงานภายใน 1 ปี และเปิดดำเนินการภายใน 3 ปี นับจากวันทำสัญญาเช่า ผู้ประกอบการ SMEs จะได้รับการยกเว้นค่าเช่าและค่าบริการบำรุงรักษาในปีแรก จากนั้นในปีที่ 2 จะได้รับส่วนลดค่าเช่า ร้อยละ 50 และในปีที่ 3 จะได้รับส่วนลดค่าเช่า ร้อยละ 30

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมามียอดขายหรือเช่า จากนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศ รวมพื้นที่กว่า 2,300 ไร่ จากเป้า 3,000 ไร่

เมล์NGVใหม่จดทะเบียนผ่านแล้ว1คัน

ขสมก. เผย บ.เบสท์รินนำรถเมล์ NGV เข้าตรวจสภาพจดทะเบียนจากขนส่งผ่านแล้ว 1 คัน คาด ทยอยรับรถล็อตต่อไปปลาย ม.ค.60 นี้

นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยกับสำนักข่าว INN ว่า ขณะนี้ ขสมก. ยังไม่ได้การส่งมอบรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) จำนวน 489 คัน จาก บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป เนื่องจากขณะนี้ทางบริษัท ได้นำรถออกจากกรมศุลกากรได้ 1 คัน ซึ่งเป็นคันที่ได้นำเข้ามาก่อนหน้านี้ พร้อมกับได้ส่งรถเข้ากระบวนการทดสอบและติดตั้งระบบ GPS กับทางกรมการขนส่งทางบกแล้ว

ทั้งนี้ คาดว่าทาง เบสท์ริน จะเร่งดำเนินการนำรถที่เหลือออกมาจากกรมศุลกรกร เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ซึ่ง 1 คัน ที่ส่งเข้าสู่กระบวนการ ทดสอบ และติดตั้งระบบ GPS ตรวจสภาพจดทะเบียน เป็นการตรวจสอบว่าอุปกรณ์และรถถูกต้องตามเอกสารของกรมศุลกากรหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้ ขสมก. จะได้รับการทยอยส่งมอบรถล็อตต่อไป เพื่อนำมาบรรจุในเส้นทางตามแผนให้บริการประชาชน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 29 ธํนวาคม 59 ขสมก.ได้เริ่มปรับ บริษัทเบสท์ริกรุ๊ป ที่ไม่สามารถส่งมอบรถทั้ง 489 คันตามสัญญาแล้ว เฉลี่ย 17,000 บาท/คัน/วัน

ขณะที่ นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยกับสำนักข่าว INN เช่นกัน โดยระบุว่า ขณะนี้รถ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป ส่งเข้ามา ทดสอบ และติดตั้งระบบ GPS ตรวจสภาพจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้ผ่านการตรวจสอบถูกต้องตามเอกสารของกรมศุลกากรและได้รับการขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้ว

วิริยะประกันภัยจับมือการบินไทยส่งถุงยังชีพช่วยชาวใต้ประสบอุทกภัย

น.ส.กานดา วัฒนายิ่งสมสุข ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ส่งมอบถุงยังชีพชุดแรกจำนวน 3,000 ถุง ให้กับนายสุชาติ ประทีปลัดดา ผู้แทนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ โดยได้ลำเลียงถุงยังชีพนี้ขึ้นเที่ยวบินที่ TG249 ไปลงยังสนามบินนานาชาติกระบี่ ซึ่งนับเป็นเที่ยวบินแรกที่การบินไทยเปิดให้บริการลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ทางอากาศให้กับหน่วยงานต่างๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ณ สถานีขนส่งสินค้าภายในประเทศ การบินไทย สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ

สำหรับการร่วมมือในครั้งนี้อยู่ภายใต้โครงการ “ธารน้ำใจวิริยะประกันภัย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้” อันเกิดจากกลุ่มจิตอาสาวิริยะประกันภัยในสังกัดฝ่ายปฏิบัติการภาค 5 (ภาคใต้) โดยเฉพาะศูนย์ปฏิบัติการสินไหมทดแทนหาดใหญ่ นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ซึ่งได้ออกไปบริการเคลมสินไหมรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมอย่างทันท่วงที ด้วยโมเดล First Add อันเป็นระบบที่วิริยะประกันภัยได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมเมื่อครั้งมหาอุทกภัยปี 2554 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้เอาประกันภัย

ปฏิบัติการเคลมสินไหมรถยนต์น้ำท่วมที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มพนักงานเหล่านี้ได้การรับรู้อย่างรวดเร็วเช่นกันว่า ประชาชนในแต่ละพื้นที่เดือดร้อนแสนสาหัส ดังนั้น จึงได้ขอความช่วยเหลือมายังวิริยะจิตอาสาในพื้นที่ภาคใต้ และส่วนกลาง ตลอดไปถึงภาคอื่นๆ ทั่วไทย ให้จัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ลงไปช่วยเหลือ โดยใช้ที่ทำการศูนย์ฯ/สาขาสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และหาดใหญ่ เป็นศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือ

ซึ่งในเบื้องต้นได้ดำเนินการจัดทำอาหารพร้อมทาน และถุงยังชีพ 1,500 ชุด ส่งต่อให้กับศูนย์ฯ/สาขา ตัวแทน ศูนย์ซ่อมรถยนต์ ตลอดไปถึงคู่ค้า อาทิ ดีลเลอร์รถยนต์ ฯลฯ ที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ จัดส่งพนักงานในสังกัดของตนเอง กระจายกำลังออกไปมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์และอาหารพร้อมทานถึงมือผู้ประสบภัยโดยตรงได้อย่างรวดเร็วและทันต่อความต้องการ ต่อเมื่อเส้นทางการขนส่งทางภาคใต้ถูกตัดขาดจากกรณีน้ำท่วมที่อำเภอบางสะพาน ทางผู้บริหารระดับสูงของบริษัทวิริยะประกันภัย จึงได้ประสานขอการสนับสนุนไปยังการบินไทยและบางกอกแอร์เวย์ส จนเกิดเป็นความร่วมมือช่วยกันลำเลียงถุงยังชีพไปสู่ภาคใต้

ล่าสุดได้มีการลำเลียงถุงยังชีพไปช่วยผู้ประสบภัยในพื้นที่บางสะพานอีก 1,000 ถุง ด้วยวิธีบริหารจัดการเดียวกันคือใช้สรรพกำลังทั้งพนักงานของบริษัท ตัวแทนนายหน้า ศูนย์ซ่อมฯในสังกัดตลอดไปถึงคู่ค้าร่วมกันกระจายสิ่งของไปส่งถึงมือผู้ประสบภัยโดยตรง ณ ปัจจุบันบริษัทฯได้จัดทำถุงยังชีพจัดส่งไปแล้ว 5,000 ถุง รวมไปถึงอาหารพร้อมทานที่ได้มีการปรุงในพื้นที่ที่ประสบภัยอีกด้วย

6 อาการฉุกเฉินวิกฤติ เข้ารักษาในโรงพยาบาลฟรี 72 ชม.

สพฉ. ตั้งอนุกรรมการฯ ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติให้ได้รักษาฟรีตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” เสนอครม.ของบสนับสนุน 1,000 ล้านบาท ย้ำมีเกณฑ์การคัดแยกชัดเจน พร้อมจัดทีมแพทย์ประจำเพื่อให้คำปรึกษา และแก้ปัญหาการคัดแยกให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) เกี่ยวกับโครงสร้างค่ารักษาพยาบาลในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และความคืบหน้าตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” ว่าที่ประชุม ได้เตรียมนำเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีถึงแนวทางในการจัดการโดยจะให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เบื้องต้นได้เสนอของบประมาณในสนับสนุนโครงการนี้ 1,000 ล้านบาท และ กพฉ. ได้ตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน มาเพื่อรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพื่อบูรณาการการทำงานกับภาคส่วนต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ รวมถึงการเจรจาต่อรองค่ารักษาพยาบาลกับทั้ง 3 กองทุน และภาคเอกชนด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติเข้ารับรักษาฟรีใน 72 ชั่วโมงแรก ตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์”

ส่วนกรณีที่หลายโรงพยาบาลมีข้อขัดแย้งเรื่องการรับรักษาประชาชนเนื่องจากเห็นว่าไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉินที่มีภาวะวิกฤตินั้น สพฉ. ได้กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินเพื่อคัดแยกระดับความฉุกเฉินและมาตรฐานการปฏิบัติการฉุกเฉินไว้ในประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแล้ว

โดยผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต และหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว และเมื่อมาถึงสถานพยาบาลแล้วผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 0-4 นาที

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า สำหรับอาการที่สามารถเข้ารับสิทธิรักษาฟรีได้จะต้องมีอาการดังนี้

หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการเรียกหรือกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที

การรับรู้ สติเปลี่ยนไป บอกเวลา สถานที่ คนที่คุ้นเคยผิดอย่างเฉียบพลัน

ระบบหายใจมีอาการดังนี้ ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ สำลักอุดทางเดินหายใจกับมีอาการเขียวคล้ำ

ระบบไหลเวียนเลือดวิกฤติอย่างน้อย 2 ข้อ คือ ตัวเย็นและซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ หรือวูบเมื่อลุกยืนขึ้น

อวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ

อาการอื่นๆ ที่มีภาวะเสี่ยงต่อชีวิตสูง เช่น เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรงทันทีทันใด หรือกำลังชักขณะแรกรับที่จุดคัดแยก

อย่างไรก็ตามหากเกิดกรณีความขัดแย้งหรือมีข้อสงสัย โรงพยาบาลเอกชนสามารถสอบถามเข้ามาได้โดยตรงที่สพฉ. ซึ่งได้จัดทีมแพทย์ให้ประจำการเพื่อให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาการคัดแยกให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์กับประชาชนด้วยว่าอาการใดบ้างคืออาการฉุกเฉินวิกฤติ เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาความเข้าใจผิด

กรอ. เผยปี’59 ยานยนต์คว้าแชมป์ประกอบและขยายกิจการ เฉียด 7 หมื่นล้าน

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า สถิติการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในปี 2559 มีการประกอบและขยายกิจการโรงงาน (รง.4) รวมทั้งสิ้น 5,215 โรงงาน เงินลงทุน 4.78 แสนล้านบาท แบ่งเป็นประกอบกิจการ 4,363 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 3.1 แสนล้านบาท และขยายกิจการ 852 โรงงาน มูลค่าการลงทุน 1.68 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ 5 อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ยานยนต์และอุปกรณ์ 70,481 ล้านบาท อาหาร 66,182 ล้านบาท เคมีภัณฑ์และผลิตภัณฑ์เคมี 29,531 ล้านบาท ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ 25,159 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์อโลหะ 23,076 รวมเม็ดเงินการลงทุนกว่า 2.14 แสนล้านบาท

“ภาพรวมด้านการลงทุนใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ถือว่าผู้ประกอบการให้การตอบรับอย่างดี เห็นได้จากมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมีการขยายกิจการโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ 36 โรงงาน มูลค่าลงทุน 47,541 ล้านบาท แปรรูปอาหาร 235 โรงงาน มูลค่า 32,356 ล้านบาท อิเล็กทรอนิกส์ 43 โรงงาน มูลค่า 13,314 ล้านบาท การแพทย์ 5 โรงงาน มูลค่า 6,161 ล้านบาท โลจิสติกส์ 5 โรงงาน มูลค่า 1,304 เกษตรเทคโนชีวภาพ 8 โรงงาน มูลค่า 1,132 ล้านบาท ดิจิตอล 1 โรงงาน มูลค่า 1,098 ล้านบาท หุ่นยนต์และแขนกล 16 โรงงาน มูลค่า 562 ล้านบาท ท่องเที่ยวสุขภาพ 5 โรงงาน มูลค่า 198 ล้านบาท และอากาศและการบิน 1 โรงงาน 169 ล้านบาท รวมเงินลงทุนกว่า 103,835 ล้านบาท”

นายมงคล กล่าวว่า กรอ.จะเร่งผลักดันในการประกอบกิจการและขยายกิจการโรงงานในกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันจากที่เป็นอยู่ให้สูงขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกให้มาลงทุน โดยปี 2560 กรอ.ตั้งเป้ายกระดับภาคอุตสาหกรรมผ่านแนวคิด “WORK SMART” ในหลากหลายมิติ อาทิ การอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนของการอนุญาตตั้งธุรกิจ

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ไตรมาส 2/2560 น่าจะเห็นภาพเม็ดเงินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในโครงการต่างๆ ของภาครัฐกระจายสู่ระบบเศรษฐกิจชัดเจน โดยเฉพาะเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นในพื้นที่เชื่อมต่อเขตการค้าชายแดน สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคอุตสาหกรรมมีการลงทุนตามมา ทำให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง การผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการประกออบหรือขยายกิจการโรงงานต่างๆ ที่เชื่อว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน

“กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ประสานการทำงานไปยังหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และสถาบันการศึกษาต่างๆ ลงพื้นที่ทำเข้าใจและให้ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับชุมชมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ธุรกิจในชุมชนมีความแข็งแกร่งเป็นแรงหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปีนี้ ควบคู่กับการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย”

กรมการขนส่งทางบก ปรับหนักรถตู้สายกำแพงเพชร-พิจิตร และรถตู้สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพผ่านสื่อมวลชนรถตู้คันหมายเลขทะเบียน 10-1457 กำแพงเพชร ม2จ เลขข้างรถ 185-4 สายกำแพงเพชร-พิจิตร บรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่งนั้น กรมการขนส่งทางบกพิจารณาลงโทษพนักงานขับรถและผู้ประกอบการขนส่งขั้นเด็ดขาดเนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการเตือนและแจ้งให้ทราบถึงข้อกฎหมายและข้อปฏิบัติที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในการให้บริการสูงสุด โดยสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับรถของพนักงานขับรถทันที 30 วัน และเปรียบเทียบปรับขั้นสูงสุดเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ตามมาตรา 107 ประกอบมาตรา 127 ฐานความผิดรับผู้โดยสารเกินจำนวนที่นั่ง

ด้านผู้ประกอบการขนส่ง คือ บริษัท วชิรปราการยานยนต์ จำกัด สั่งเปรียบเทียบปรับในข้อหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดเกี่ยวกับจำนวนที่นั่ง เกณฑ์น้ำหนักบรรทุกและวิธีการบรรทุก เป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท พร้อมดำเนินการถอนรถตู้คันหมายเลขทะเบียน 10-1457 กำแพงเพชร ออกจากบัญชีรายละเอียดของรถที่ใช้ในการขนส่ง (ขส.บ.11) ของผู้ประกอบการขนส่งรายดังกล่าวแล้ว

ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจรถตู้โดยสารประจำทางหมวด 2 สายที่ 9904-5 กรุงเทพฯ-ชลบุรี คันหมายเลขทะเบียน 15-4359 กรุงเทพมหานคร พบว่าสภาพยางชำรุดเสียหายมากจนอาจก่อให้เกิดอันตราย กรมการขนส่งทางบกติดตามเรียกตัวเจ้าของรถคันดังกล่าวเข้ารายงานตัวทันที โดยได้เปรียบเทียบปรับในฐานความผิดใช้รถที่มีสภาพไม่มั่นคง แข็งแรง เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท และข้อหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายทะเบียนกำหนดโดยไม่นำรถเข้าใช้สถานีขนส่งผู้โดยสาร เป็นจำนวนเงิน 2,000 บาท และได้สั่งห้ามใช้รถตู้โดยสารคันดังกล่าว และได้สั่งห้ามใช้รถตู้โดยสารคันดังกล่าว โดยต้องดำเนินการแก้ไขให้เรียบร้อย และนำรถเข้ารับการตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่งจังหวัดชลบุรีก่อนนำมาใช้งานอีกครั้ง

ทั้งนี้ ผู้กระทำความผิดทุกรายจะถูกบันทึกประวัติความผิดไว้ในศูนย์ข้อมูลประวัติผู้ขับรถสาธารณะ หากพบการกระทำความผิดซ้ำพิจารณาพักใช้เพิกถอนใบอนุญาตขับรถตามลำดับ พร้อมเข้มงวดมาตรการดำเนินการเอาผิดกับผู้ประกอบการขนส่งที่ไม่มีมาตรการในการกำกับดูแล หรือละเลย จะพิจารณาไม่ต่ออายุใบประกอบการขนส่ง และหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ผู้ประกอบการต้องร่วมรับผิดชอบด้วยทุกกรณี แม้ว่ากรมการขนส่งทางบก มีมาตรการลงโทษขั้นสูงสุดกับผู้ให้บริการที่มีพฤติกรรมการฉวยโอกาสช่วงที่ประชาชนเดินทางและมีความต้องการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเป็นจำนวนมาก โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายและความปลอดภัยของผู้โดยสาร

อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือพนักงานขับรถและผู้ประกอบการตระหนักถึงความสำคัญของการให้บริการด้วยความปลอดภัย รวมถึงประชาชนหากพบเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว หรือถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการ จดรายละเอียดรถและผู้ขับรถคันที่กระทำความผิด เช่น หมายเลขทะเบียนรถ ชื่อ-นามสกุลผู้ขับรถ แจ้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทร. 1584 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือร้องเรียนผ่านทางเว็บไซต์ที่ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/, ผ่านทาง E-mail ที่ dlt_1584complain@hotmail.com, facebook ชื่อ “ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน 1584” หรือเดินทางมาร้องเรียนด้วยตนเอง ณ กรมการขนส่งทางบก

‘บอร์ดรฟม.’ไฟเขียวจ้างพิเศษ‘บีอีเอ็ม’เดินรถขาดช่วง 1 สถานี เตาปูน-บางซื่อ

นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)เปิดเผยว่า คณะกรรมการรฟม. เห็นชอบให้ รฟม.ใช้วิธิพิเศษว่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีอีเอ็ม ผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หรือเอ็มอาร์ทีเดิม ให้เข้ามาดำเนินการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงเตาปูน-บางซื่อ 1 สถานี ซึ่งเป็นไปตาม คำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ต้องการให้เร่งรัดการแก้ปัญหาการเชื่อมต่อการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสายสีน้ำเงิน

สาเหตุที่ รฟม.ต้องจ้างวิธีพิเศษและเจรจากับรายเดิม เนื่องจากการเดินรถต้องใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าและศูนย์ควบคุมการเดินรถของรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีซึ่งเปิดเดินรถอยู่แล้ว และบอร์ดยังเห็นชอบปรับลดกรอบราคากลางติดตั้งระบบเดิน 1 สถานีลงจำนวน 15 ล้านบาท คือปรับลดจาก 693 ล้านบาท เหลือ 678 ล้านบาท เนื่องจากมีระยะเวลาการดำเนินการลดลง จากเดิมกำหนด 12-15 เดือน ส่วนค่าเดินรถที่จะจ่ายให้บีอีเอ็มประมาณ 52 ล้านบาทต่อปี

“บอร์ด ได้เห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดจ้างวิธีพิเศษขึ้นมา 1 ชุด ให้รองผู้ว่า รฟม. เป็นประธาน ไปเจรจารายละเอียดกับบีอีเอ็ม เพื่อต่อรองราคาการติดตั้งระบบ ขอบเขตงานการเดินรถ ระยะเวลาการดำเนินการ รวมทั้งจัดทำร่างสัญญาว่าจ้าง โดยบอร์ดกำหนดให้ได้ข้อสรุป และนำมาเสนอภายในวันที่ 18 ม.ค. นี้ จากนั้นจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมเห็นชอบ คาดว่าจะเข้นาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติได้ช่วงปลายก.พ. ลงนามในสัญญาว่าจ้างประมาณต้นมี.ค.คาดว่า ส.ค.นี้จะเปิดทดลองเดินรถได้ ส่วนร่างสัญญาว่าจ้างก็จะต้องส่งให้อัยการพิจารณาซึ่ง คสช. เร่งรัดให้อัยการพิจารณาร่างให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน”นายพีระยุทธ กล่าว

ส่วนการเจรจาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงบางซื่อ-ท่าพระนั้น ได้ข้อสรุปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 4 ม.ค. เสนอผลการเจรา ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และเสนอร่างสัญญาให้อัยการพิจารณาแล้ว และเสนอเรื่องเข้าไปยังกระทรวงคมนาคมแล้ว คาดว่ากระทรวงจะนำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติได้ภายใน90 วันหลังจากนี้

นายพีระยุทธ กล่าวอีกว่าพร้อมกันนี้บอร์ดฯ อนุมัติให้รฟม.ดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน โดยขณะนี้ได้ข้อสรุปร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) แล้วว่ารฟม.จะชะลอการก่อสร้างเส้นทางช่วงจากสถานีบางขุนนนท์-สถานีตลิ่งชัน จำนวน 2 สถานี หรือประมาณ 3.5 กม.ออกไปก่อน เนื่องจากมีแนวเส้นทางทับซ้อนกับรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ส่วนต่อขยายช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช และตลิ่งชัน-ศาลายา ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ทำให้วงเงินก่อสร้างในส่วนของงานโยธาปรับลดลงจากเดิม 7,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 90,000 ล้านบาท โดยจะนำข้อสรุปเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณา และเสนอ ครม.ได้ ไม่เกินเดือนเม.ย. จากนั้นจะเปิดประกวดราคาได้ประมาณก.ค. และลงนามในสัญญาว่าจ้างได้ประมาณปลายเดือนธ.ค.60 หรือต้นม.ค.61

ซีพีเอฟปักหมุดในโปแลนด์ประเทศผู้นำในการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกในตลาดกลุ่มอียู

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (“ซีพีเอฟ”) เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ลงนามในสัญญาจองซื้อหุ้นใหม่เบื้องต้นและสัญญาซื้อขายหุ้นเบื้องต้นเพื่อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของ SuperDrob Zaklady Drobiarsko – Miesne S.A. (“SuperDrob”) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารในประเทศโปแลนด์และสหภาพยุโรป (อียู) ในสัดส่วน 33% ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วภายหลังการเพิ่มทุน มูลค่าในการเข้าลงทุนครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 49.5 ล้านยูโร หรือ ประมาณ 1,872 ล้านบาท

SuperDrob เป็นกลุ่มบริษัทครอบครัวที่ได้ดำเนินธุรกิจมา 23 ปี ผลิตสินค้าไก่ที่มีคุณภาพและทันสมัยต่อตลาด (innovative poultry products) มีการส่งออกประมาณ 50% ของปริมาณสินค้าไปยังต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี และสาธารณรัฐประชาชนจีน สินค้าหลักได้แก่ ไก่สด ไก่แปรรูปปรุงสุก ไส้กรอก และ แฮม ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท SuperDrob มีบริษัทย่อยในกลุ่มจำนวน 6 บริษัท มีพนักงานมากกว่า 2 พันคน โดยโรงงานแปรรูปหลักตั้งอยู่ที่เมือง Karczew และ Lodz

Mr.Jaroslaw Kowalewski รองกรรมการผู้จัดการด้านกลยุทธ์ของ SuperDrob ได้พูดถึงความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ว่า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทั้งสองบริษัท โดย SuperDrob จะนำเงินทุนที่ได้รับเพื่อขยายกำลังผลิตซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถเสนอสินค้าใหม่ได้มากขึ้นและสามารถจำหน่ายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ได้เพิ่มขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน SuperDrob ที่จะศักยภาพในการนำเสนอสินค้าและมีกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายจากปัจจุบัน รวมทั้งการขยายธุรกิจให้ครบวงจรไปยังธุรกิจผลิตเนื้อสัตว์และอาหารสัตว์ในประเทศโปแลนด์ในอนาคต

นายอดิเรก กล่าวถึงการเข้าลงทุนในประเทศโปแลนด์ว่า เป็นก้าวแรกของซีพีเอฟที่เข้าไปดำเนินธุรกิจไก่กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ประเทศโปแลนด์เป็นประเทศที่เป็นผู้นำในการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป และเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านวัตถุดิบ มีต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ต่ำ ซึ่งจะทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคดังกล่าวได้รวดเร็ว รวมทั้ง มีโอกาสขยายสู่ธุรกิจอื่นๆ ที่ซีพีเอฟมีความชำนาญในประเทศโปแลนด์ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายปัจจุบันของซีพีเอฟในเอเซียและยุโรปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในอนาคต

ธอส.ลุยแจกถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ – ลดดอก เงินงวดช่วยลูกหนี้

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยและลูกค้าธนาคาร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และคืนความสุขในบ้านให้ประชาชนกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สาขาสำรวจความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย เพื่อให้ความช่วยเหลือสร้าง – ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน นอกจากการจัดทำ 2 มาตรการทางการเงิน ได้แก่

ลดอัตราดอกเบี้ยและภาระหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุทกภัยภายใต้กรอบวงเงินรวม 500 ล้านบาทแล้ว ล่าสุดยังได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน 1 ล้านบาท จัดทำถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยและลูกค้าธนาคาร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และคืนความสุขในบ้านของประชาชนให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงยังชีพของ ธอส. ล้วนเป็นเครื่องอุปโภค-บริโภคคุณภาพดีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงประสบปัญหาอุทกภัย อาทิ ปลากระป๋อง น้ำดื่ม สบู่ และกระดาษชำระ โดยจะมีการลงพื้นที่แจกจ่ายและจัดส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ธนาคารยังเตรียมแผนส่งเจ้าหน้าที่สำรวจความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย เพื่อให้ความช่วยเหลือสร้าง – ซ่อมแซม เพื่อฟื้นฟูบ้านให้กลับมามีสภาพเหมาะสมแก่การอยู่อาศัยภายหลังน้ำลดต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร

สำหรับมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ธนาคารประกาศไปก่อนหน้านี้ตาม “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560” ภายใต้กรอบวงเงินรวม 500 ล้านบาท แบ่งเป็น

มาตรการที่ 1 สำหรับลูกค้าเดิมของ ธอส. กรณีหลักประกัน(ที่อยู่อาศัยที่จดจำนองกับธนาคาร)ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะลดภาระดอกเบี้ยและเงินงวดผ่อนชำระ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-12 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้กรณีลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. อยู่ที่ 6.75% ต่อปี)

มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมของ ธอส. ที่อาคารหรือบ้านได้รับความเสียหายสามารถขอกู้เพิ่ม หรือ กู้ใหม่ เพื่อปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม หรือกู้ซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3.00% ต่อปี นาน 3 ปี หลังจากนั้น กรณีลูกค้าสวัสดิการ คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี ส่วนลูกค้ารายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

โดยธนาคารกำหนดวงเงินให้กู้ต่อรายไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกัน ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วม“โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560” จะต้องเป็นลูกหนี้เดิมของ ธอส. หรือลูกค้าใหม่ ซึ่งที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรส และได้รับความเสียหายจากการประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์