8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

ช่วงนี้หากเดินตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต หลายคนอาจจะเห็นผลไม้หน้าตาน่าทานอยู่ชนิดหนึ่ง หลายคนน่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือ “กีวี” ที่มีเปลือกบางๆ สีน้ำตาล และเนื้อข้างในเป็นสีเขียว หรือสีเหลือง (แล้วแต่พันธุ์) เจ้ากีวีที่ดูเหมือนเป็นผลไม้เมืองนอกอาจไม่ค่อยได้รับความนิยมนักหากเป็นเมื่อก่อน เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ราคาเอื้อมถึงกันได้ง่ายๆ แล้ว ทำให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสเจ้ากีวีแสนอร่อยนี้กันได้มากขึ้น อยากเชียร์ให้ทานกันเยอะๆ ค่ะ เพราะประโยชน์มีมากจนน่าตกใจเลยล่ะ

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี”

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ได้ดีขึ้น

2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง เปล่งปลั่ง

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสแล้ว ยังต้านมะเร็งได้อีกด้วย

4. ผิวดีขึ้นแบบ X3 เมื่อกีวีเต็มไปด้วยมิตามินอี ที่ช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

5. ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

6. มีใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

7. ชะลอวัย และป้องกันโรคสมองเสื่อม

8. ช่วยให้อาการหอบหืดดีขึ้น

เห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้ว วันนี้ลองออกไปเลือกซื้อกีวีในร้านใกล้บ้านของคุณดูนะคะ รับรองว่ารสชาติก็ดีไม่แพ้ประโยชน์มากมายที่มีแน่นอนค่ะ

อันตรายจาก “ดีท็อกซ์ลำไส้” ที่คุณอาจไม่เคยรู้

อยากผอม อยากลดพุง อยากถ่ายคล่อง ใครๆ ก็หันหน้าเข้าหาการ “ดีท็อกซ์ลำไส้” เพราะเข้าใจว่าเป็นการขับถ่ายเอาของเสียที่อยู่ในร่างกายออกไปจนหมด รู้สึกได้ถึงความโล่งสบายท้อง ลำไส้สะอาดปราศจากเชื้อโรค

แต่จริงๆ แล้ว การดีท็อกซ์ลำไส้ไม่ได้ดีต่อร่างกายเสมอไป หนำซ้ำยังอาจเสี่ยงเสียชีวิตได้อีกต่างหาก

ดีท็อกซ์ลำไส้ มีวิธีไหนบ้าง?

1. สวนลำไส้ หรือสวนทวาร โดยใช้อุปกรณ์สอดเข้าไปในรูทวาร พร้อมกับฉีดน้ำอุ่น หรือน้ำอื่นๆ เช่น น้ำผสมกาแฟ เข้าไปเพื่อล้างทำความสะอาดลำไส้ และเร่งการทำงานของระบบขับถ่าย

2. การทานอาหารที่มีฤทธิ์ในการถ่าย ไม่ว่าจะเป็นยาระบาย ยาถ่าย มะนาวผสมน้ำอุ่น มะนาวผสมโซดา และอีกสารพัดสูตร

3. การนวดกดจุด (ตามแพทย์บางตำรา)

4. การอบตัวด้วยความร้อน

ดีท็อกซ์ลำไส้แบบ “สวนทวาร” นี่แหละที่เป็นตัวอันตราย

อันตรายจากการดีท็อกซ์ลำไส้

1. ผู้ที่ทำการดีท็อกซ์ อาจใช้อุปกรณ์ และวิธีการสวนทวารที่ไม่ถูกต้อง ไม่ได้ศึกษาวิธีการทำอย่างละเอียดจากแพทย์ จนทำให้เกิดบาดแผลที่รูทวาร หรือเกิดการติดเชื้อได้

2. การสวนทวารเองโดยไม่มีความจำเป็นบ่อยๆ อาจทำให้ระบบขับถ่ายในร่างกายไม่สามารถทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องพึ่งการสวนทวารเพื่อการขับถ่ายแต่เพียงอย่างเดียว ทำให้ร่างกายไม่สามารถขับถ่ายได้เองอีกต่อไป

3. การดีท็อกซ์บ่อยๆ ร่างกายอาจสูญเสียน้ำมากเกินไป จนอาจเสี่ยงต่ออาการช็อค และเสียชีวิตในเวลาต่อมาได้

4. การดีท็อกซ์ลำไส้บ่อยๆ จนเกินความจำเป็น เป็นการลดปริมาณแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ออกไปด้วย ซึ่งหากร่างกายขาดแบคทีเรียกลุ่มดีที่อยู่ในลำไส้ ก็จะส่งผลร้ายต่อร่างกายในหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องระบบการย่อยอาหาร และระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรค ที่ทำให้ร่างกายป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ดีจากอาหารการกินได้น้อยลง

5. นอกจากการสวนทวารเพื่อดีท๊อกซ์ลำไส้จะไม่ได้ช่วยในเรื่องของการขับล้างสารพิษ ตัวการก่อโรคต่างๆ ออกจากร่างกายแล้ว คนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคที่เกี่ยวกับลำไส้ ความดันโลหิตสูง เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยช่องท้องอักเสบ และผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลียอยู่แล้ว ไม่ควรดีท็อกซ์ลำไส้ด้วยวิธีสวนทวารเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

การดีท็อกซ์ลำไส้ที่ปลอดภัย มาจากการทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทานผัก ผลไม้ ธัญพืช ที่มีกากใยอาหารตามธรรมชาติ ดื่มน้ำมากๆ ทานโยเกิร์ต หรือนมเปรี้ยว เพื่อช่วยเพิ่มแลคทีเรียที่ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย หรือจะลองสูตรน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นทาน 2-3 อึกทุกเช้าก็ได้นะคะ

“ฝรั่งแช่บ๊วย” อันตราย! เสี่ยงติดเชื้อถึงเสียชีวิต

สารภาพตามตรงว่าเราเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบทานฝรั่งแช่บ๊วยมากๆ ด้วยส่วนด้านนอกที่มีรสหวานๆ บวกกับผงบ๊วยที่ยิ่งจิ้มยิ่งหยุดทานไม่ได้ อร่อยจนต้องขอบคุณคนที่คิดสูตรนี้ขึ้นมา แต่ที่ไหนได้ เจ้าฝรั่งแช่บ๊วยสุดอร่อยนี้ แอบแฝงไปด้วยอันตรานที่อาจเล่นเราถึงตายได้เลยทีเดียว

ฝรั่งแช่บ๊วย เพชฌฆาตเงียบจากรถเข็นขายผลไม้

รถเข็นผลไม้ที่เป็นมิตรกับคนไทยมานานแสนนาน ทำให้เราได้บริโภคผลไม้อย่างสะดวกสบายในราคาสบายกระเป๋า แต่กลับถูกตรวจพบว่ารถเข็นผลไม้เหล่านี้เต็มไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ สารปนเปื้อน แบคทีเรียโคลิฟอร์ม สีสังเคราะห์ เชื้อรา และสารเคมีอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากถึง 64% และส่วนใหญ่ดันพบในเจ้าฝรั่งแช่บ๊วยนี่แหละ โดยเฉพาะฝรั่งดองบ๊วยที่เป็นสีแดง สีเขียว

ผลไม้ปนเปื้อน ให้โทษแก่ร่างกายอย่างไรบ้าง

หากเราทานผลไม้ที่ปนเปื้อนเข้าไปในร่างกาย สามารถพบอาการได้หลายอย่าง แล้วแต่สารปนเปื้อนที่เราทานเข้าไป อาจมีอาการตั้งแต่ท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ไปจนถึงหูอื้อ มีไข้ หายใจขัด ร่างกายอ่อนแอ ต้านทานโรคได้น้อยลง และอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเมื่อทานสะสมเข้าไปเป็นเวลานาน


อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ฝรั่งแช่บ๊วย หรือผลไม้รถเข็นทุกเจ้าจะไม่สะอาดถึงขั้นจะทำให้เราเสียชีวิต แต่เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง อาจเลือกซื้อจากเจ้าที่ค่อนข้างมั่นใจว่าสะอาด ถูกสุขลักษณะ หรือเปลี่ยนเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่ทานผลไม้จากคนขายคนเดิมๆ ตลอดทุกวัน หรือถ้ามีเวลาจ่ายตลาด ซื้อผลไม้มาล้างและหั่นทางเอง จะมั่นใจได้มากที่สุดค่ะ

 

เคล็ดลับการล้างผักผลไม้ เพื่อลดสารพิษ ยาฆ่าแมลง สารเคมีตกค้างต่างๆ

1.ล้างผักผลไม้ด้วยด่างทับทิม ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 20-30%

2.ล้างด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชู ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 30-40%

3.ล้างด้วยน้ำผสมผงฟู หรือเบกกิ้งโซดา ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 30-40%

4.ล้างผักด้วยวิธีน้ำไหล โดยแยกใบผัก กลีบผักออกมา แช่ในน้ำ 10 นาที จากนั้นหยิบใบผักขึ้นมา เปิดก็อกให้น้ำไหลผ่านผักและผลไม้ทีละใบ ทีละก้าน ถูๆ ให้สะอาดราว 2 นาที วิธีนี้ช่วยลดปริมาณสารตกค้างในผักผลไม้ได้ 60-70%

8 ประโยชน์เยอะของไมโครเวฟ ที่เราอาจไม่เคยใช้


ไมโครเวฟเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราคุ้นเคยและมีติดอยู่เกือบทุกครัวเรือน แต่ส่วนใหญ่คนมักจะใช้ไมโครเวฟตามหน้าที่ของมันนั่นคืออุ่นอาหาร แต่รู้หรือไม่ยังมีประโยชน์จากไมโครเวฟที่คุณไม่รู้อีกหลายข้อ มาดูกันว่านอกจากใช้ประโยชน์สำหรับงานอาหารแล้วไมโครเวฟยังใช้ทำอะไรได้อีกบ้าง

1.ฆ่าเชื้อดิน ก่อนปลูกต้นไม้แนะนำให้นำดินที่จะปลูกใส่ถ้วยพลาสติกแล้วนำไปเวฟในไมโครเวฟนาน 90 วินาทีต่อดิน 1 กิโลกรัม

2.ลอกแสตมป์ โดยหยดน้ำเล็กน้อยลงบนแสตมป์ จากนั้นนำเข้าไมโครเวฟ 10-15 วินาที


3.ฆ่าเชื้อฟองน้ำ ด้วยการนำฟองน้ำแช่น้ำแล้วนำไปเวฟประมาณ 60 วินาที

4.ทำแผ่นประคบร้อน นำถุงเท้าใส่ข้าวสารลงไปแล้วตามด้วยการเย็บปิดด้านบน เพียงเท่านี้ก็จะได้ถุงร้อนที่สามารถใช้ประคบซ้ำได้หลายๆ รอบและจะดียิ่งขึ้นเมื่อลองหยดน้ำมันหอมระเหยลงไป

5.ทำให้ขนมปังนุ่มขึ้น ขนมปังฝรั่งเศสที่เราทิ้งไว้จนแข็ง ทำให้นุ่มทานอร่อยเหมือนใหม่ได้ด้วยการนำผ้าสะอาดชื้นๆ ห่อแล้วนำไปอุ่นในไมโครเวฟประมาณ 20 วินาที

6.ลดความเหนียวของน้ำตาลปี๊บ นำผ้าสะอาดที่ชื้นหมาดๆ ใส่ในกล่องเก็บน้ำตาลปี๊ป แล้วปิดกล่องก่อนจะนำไปอุ่นในไมโครเวฟประมาณ 25 วินาที

7.ปอกเปลือกกระเทียม นำหัวกระเทียมใส่ไมโครเวฟประมาณ 15 วินาที จากนั้นการปอกจะง่ายขึ้น

8.ทำให้ผลไม้คั้นน้ำได้ง่ายขึ้น ด้วยการนำส้ม มะนาว ไปใส่ในไมโครเวฟประมาณ 10-15 วินาที

รู้จุดเด่น! ยางรถกระบะก่อนเปลี่ยน


ยางรถกระบะจะมีความแตกต่างกับยางรถเก๋ง เพราะต้องเผื่อใช้งานบรรทุกของหนักด้วยจึงต้องเลือกซีรีย์ยางที่สูงๆไว้ก่อน ยกเว้นคุณซื้อรถกระบะมาแต่งเพื่อความสวยงามก็แล้วแต่ชอบเลยเลือกลายดอกยาง สวยๆแก้มยางต่ำๆก็โอเคอันนี้คงไม่ต้องสอนจระเข้ว่ายน้ำแล้วเหล่าขาซิ่งเค้า เลือกกันได้ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ช่ำชองเรื่องรถ ลองอ่านบทความนี้เอาไว้เป็นข้อมูลตัดสินใจซื้อยางจะได้คุ้มค่ากับเงินที่ ต้องเสียไป

“ยางแต่ละยี่ห้อมีจุดเด่นแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งในที่นี้ขอกล่าวถึงแค่บางรุ่นในแต่ละยี่ห้อเท่านั้น ส่วนท่านใดชอบใจยางยี่ห้ออื่นที่ไม่ได้กล่าวมาต้องขออภัยด้วย… เราไปดูรุ่นยางกันเลยยี่ห้อไหนน่าสนใจบ้าง”

ยี่ห้อ รุ่น ยางสำหรับรถกระบะที่น่าสนใจ

1.ยี่ห้อ Bridgestone รุ่น Duravis R611 เหมาะกับใช้งานชีวิตประจำวัน จุดเด่นยางรุ่นนี้ตอบสนองความนุ่มสบาย เป็นยางเอนกประสงค์ที่ไม่ได้บรรทุกของหนักมาก หากจะใช้บรรทุกของหนักเชิงพาณิชย์ให้ไปใช้ยาง รุ่น LEO 677 หรือ รุ่น LEO 627 เพราะออกแบบโครงสร้างยางให้มีคุณสมบัติทนทานทุกสภาพการใช้งานหนักทุกรูปแบบ เป็นรุ่นพิมพ์นิยมของค่ายนี้เค้าแหละราคาคบหาได้

2. ยี่ห้อ MICHELIN รุ่น XCD2 เหมาะกับใช้เชิงพาณิชย์ จุดเด่นยางชนิดนี้เหมาะสำหรับรถกระบะบรรทุกและตู้ เป็นรุ่นยอดนิยม มีสมรรถนะยางที่ดีจึงควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำ มีความกระด้างมีบ้างตามคุณลักษณะของยางรถบรรทุกเชิงพาณิชย์ ถ้าอยากได้ความนุ่มนวลเพิ่มขึ้นต้องใช้ รุ่น AGILIS ที่เจ้าของแบรนด์เคลมว่านุ่มเงียบประหยัดน้ำมัน เพราะออกแบบลดแรงต้านทานลง 8% และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นด้วยราคาประมาณ 3 พันต้นๆ

3. ยี่ห้อ Goodyear รุ่น Cargo Marathon2 เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ จุดเด่นยางค่ายนี้เน้นการบรรทุกของหนัก ลายดอกยางช่วยกระจายแรงกด ทำให้ยางมีความทนทานวิ่งได้ยาวนาน มีล่องดอกยางเป็นแบบปิดช่วยลดเสียงรบกวนได้ดี เป็นยางที่น่าใช้งานอีกรุ่นหนึ่ง

4. ยี่ห้อ Deestone รุ่น KACHA R101 เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์ ยางดีราคาถูกมาก คุณภาพทำได้เกินราคา เป็นยางของประเทศไทยส่งเข้าประกวด กระแสมาแรงแซงทุกยี่ห้อเพราะมีจุดเด่นที่ราคา ส่วนคุณภาพจะให้นุ่มเงียบเหมือนยางราคาแพงก็คงไม่ถึงขนาดนั้น

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการเขียนแค่บางส่วนของยางแต่ละยี่ห้อเท่านั้น ต้องดูการใช้งานของคุณเป็นหลักและความชอบแต่ละคนก็แตกต่างกัน หากมีเวลาลองศึกษาหาข้อมูลสักนิดก่อนคิดจะซื้อยาง ครั้งหน้าติดตามเรื่องยางใส่รถโฟวีล 4×4 ยี่ห้อไหนที่น่าซื้อมาใช้งานครับ

วิธีรับมือเมื่อรถยางแตก – ระเบิด ขณะขับรถ

ทุกวันนี้การขับขี่บนท้องถนน มักมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ่อยๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความประมาท ซึ่งหากไม่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง ก็อาจเป็นเพราะคนอื่น โดยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ และบางครั้งมันก็อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งานแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างเช่น ยางแตก ยางระเบิด

โอกาสที่จะเกิด ยางแตก ยางระเบิด ถือว่ามีน้อยมากกว่าการเกิดอุบัติเหตุประเภทอื่นๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย และถ้ามันเกิดขึ้น ในขณะที่คุณขับรถมาด้วยความเร็ว จะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคุณคงไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น แต่ถ้ามันสุดวิสัย เกิดขึ้นมาจริงๆ ล่ะ คุณจะทำยังไง?

เอาเป็นว่า มาดูวิธีรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉิน ยางแตก ยางระเบิด เพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดกันดีกว่า

1. ควบคุมสติของตนเอง อย่าตื่นตกใจเกินไป เพราะหากคุณควบคุมสติได้ดี เปอร์เซ็นต์ความปลอดภัยก็จะมีมากขึ้น

2. ใช้มือทั้ง 2 ข้าง จับพวงมาลัยให้แน่น และมั่นคง เพื่อประคองรถให้กลับมาอยู่ในเลน เพราะรถอาจเกิดอาการส่ายไปมาจากแรงระเบิด บวกกับความเร็วที่ใช้อยู่ในขณะนั้น

3. มองดูกระจกหลังว่ามีรถตามมาหรือไม่ และเปิดไฟฉุกเฉิน (ห้ามดึงเบรกมือเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถหมุนกลางถนน)

4. กดเบรคแต่ไม่ต้องแรงมาก ค่อยๆ ผ่อน ค่อยๆ กดลงไป เพราะหากกดเบรคแรงๆ อาจทำให้รถหมุนได้ (ในรถเกียร์ธรรมดา ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาด เนื่องจากจะทำให้รถไม่เกาะถนน ควบคุมได้ยากขึ้น จนอาจเสียหลักได้)

5. เมื่อความเร็วลดลงแล้ว ให้ประคองรถเข้าไหล่ทางด้านซ้าย (ระวังรถที่ขับตามหลังมาด้วย)

6. เมื่อสามารถควบคุมรถได้แล้ว ให้จอดบริเวณที่ปลอดภัย (ไหล่ทางที่กว้างพอ เพื่อไม่ให้รถที่ขับมาจากด้านหลังเฉี่ยว ชน ฯลฯ)

และหลังจากจอดรถเข้าข้างทางเรียบร้อย สิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือ เปลี่ยนยางเส้นที่แตกด้วยยางอะไหล่ หรือถ้าไม่มียางอะไหล่สำรอง ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น เพื่อนร่วมทาง, ครอบครัว, รถยก, รถลาก ฯลฯ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เกิดแตก หรือระเบิดขึ้นมา มีหลายอย่าง แต่หลักๆ จะมีดังนี้

1. บรรทุกของจนน้ำหนักเกินมาตรฐานมากเกินไป

2. ลมยางอ่อนมากเกินไป เพราะแรงดันลมยางที่อยู่ภายในยางมีน้อย จึงทำให้ยางรถผิดรูป ไม่กลมแบบที่ควรจะเป็น

3. หลุม บ่อ ถนนพัง ที่มีอยู่ทั่วไปบนท้องถนนเมืองไทย

4. ไม่ได้ดูแล ตรวจสภาพยางรถยนต์ จนยางเสื่อมสภาพ หมดอายุการใช้งาน

สุดท้ายนี้ ขอย้ำเตือนเลยว่า สติ สำคัญที่สุดในกรณีที่เกิด ยางแตก ยางระเบิด และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น คุณสามารถทำได้ด้วยการ ตรวจเช็กยางรถยนต์อยู่เสมอ คอยสังเกต คอยดูว่ายางมีปัญหา หรือมีอาการผิดปกติอะไรหรือไม่ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสี่ยงกับอันตรายแบบนี้

ยางแท่นเครื่องรถยนต์ จำเป็นต้องเปลี่ยนด้วยหรือ?


สำหรับยางแท่นเครื่องที่ใช้ในรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า โดยปกติจะมีอยู่ 4 ตัว โดยติดตั้งไว้ที่ด้านหน้ารถยนต์บริเวณใกล้หม้อน้ำ 1 ตัว บริเวณใกล้ผนังห้องเครื่องยนต์ 1 ตัว ที่ยางแท่นเครื่อง 2 ตัว เพื่อป้องกันเครื่องยนต์กระดกในแนวหน้า และหลัง ส่วนยางแท่นเครื่องอีก 2 ตัวที่เหลือ จะถูกติดตั้งใกล้กับซุ้มล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง แถวๆ สายพานหน้าเครื่องยนต์ และเสื้อเกียร์อีกด้านละตัว ทำหน้าที่ป้องกันเครื่องยนต์โยกซ้าย-ขวา

สาเหตุที่รถยนต์ต้องมียางแท่นเครื่อง เพราะในการออกตัว หรือการเบรค เครื่องยนต์จะมีอาการโยนตัวไปมา จึงจำเป็นต้องมียางสังเคราะห์เพื่อซับแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะการสั่นสะเทือนเข้ามาภายในห้องโดยสาร ทำให้เกิดความรำคาญเป็นอย่างมาก หนักเข้าก็อาจถึงขั้นทำให้ชิ้นส่วนรถยนต์เสียหาย

วิธีสังเกตยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพ

อาการยางแท่นเครื่องเสื่อมสภาพ เราจะเห็นอาการตั้งแต่จอดรถติดเครื่องยนต์ และเปิดเครื่องปรับอากาศในรถรอให้คอมแอร์ทำงาน สังเกตได้ว่าเครื่องยนต์จะสั่นอย่างเห็นได้ชัดเจน และจะลดอาการสั่นเมื่อคอมแอร์ตัดการทำงาน จากนั้นลองใส่เกียร์ D ปล่อยให้รถไหลออกตัวช้าๆ ค่อยๆ เหยียบเบรค ก็จะเห็นอาการเครื่องยนต์ที่สั่นสะเทือน แล้วมันก็จะสั่นมาถึงเงินในกระเป๋าคุณในทันที

เพราะยางแท่นเครื่องราคาค่อนข้างสูง หากเปลี่ยนของแท้ที่ศูนย์บริการ แค่รถเก๋งซิตี้คาร์ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอย่างต่ำประมาณ 5,000 บาท (รวมค่าแรง) หากครั้งนั้นคุณไปถ่ายน้ำมันเครื่องด้วยก็จะต้องเสียเงินร่วม 7,000 บาท เลยทีเดียว แต่คุณสามารถเช็กราคาก่อนซ่อมได้ที่ศูนย์บริการ หรือที่อู่นอกเพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายได้

ควรเปลี่ยนยางแท่นเครื่องเมื่อไหร่?

โดยปกติแล้วทางศูนย์บริการจะให้เปลี่ยนตั้งแต่ก่อนระยะ 100,000 km. แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณด้วยว่าจะเปลี่ยนหรือไม่ เพราะถ้าคุณไม่ได้ใช้รถถึงขนาดขึ้นเขาลงห้วยเส้นทางเป็นหลุมเป็นบ่อเป็น ประจำ ถ้าอาการสั่นยังไม่ออกชัดเจน หรือเห็นว่ายังไม่สึกหรอมาก ก็ยังไม่ต้องเปลี่ยนในทันที ยังพอมีเวลาเก็บเงินไว้เปลี่ยนในครั้งหน้า ส่วนใครที่รักษาดูแลรถเป็นอย่างดีจับอาการรถเก่งจะเปลี่ยนตามที่ศูนย์บริการ แนะนำก็ได้

ยางแท่นเครื่องก็เหมือนชิ้นส่วนอื่นๆ ของรถยนต์ต้องมีการสึกหรอตามอายุการใช้งาน ถ้าไม่อยากให้ยางแท่นเครื่องกลับบ้านเก่าเร็วก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการขับรถ ของคุณ เมื่อเจอลูกระนาดก็ค่อยๆ หยอด เจอทางขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อหลบได้ก็หลบ เพราะไม่ใช่แค่ช่วงล่าง ยางรถ โช๊คอัพ ลูกหมาก ปีกนก ที่เสียหายยังรวมไปถึงยางแท่นเครื่องอีกด้วย… จบแค่นี้ก่อนครับเมียเรียกไปนอนแล้ว

สายพานหน้าเครื่องคืออะไร มีความสำคัญแค่ไหน?

องค์ประกอบของเครื่องยนต์ที่จำเป็นต้องดูแลมีหลายส่วน ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องหลักๆ อย่างเช่น ของเหลวต่างๆ แล้ว สายพานต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสายพานมีหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนั่นเอง

ซึ่งสายพานที่คุณมักจะได้ยินชื่อเสียงบ่อยๆ ก็คงจะหนีไม่พ้น สายพานไทม์มิ่ง และ สายพานหน้าเครื่อง ซึ่ง มีหน้าที่ในการทำงานอยู่คนละส่วน แยกกันอย่างชัดเจน และที่ต้องบอกแบบนี้ เพราะบางคนยังเข้าใจว่า สายพานทั้ง 2 แบบ คือสายพานตัวเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย

สำหรับครั้งนี้เราจะขอพูดถึง สายพานหน้าเครื่อง ซึ่งมีหน้าที่ในการถ่ายทอดกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้า ไปขับเคลื่อนชิ้นส่วน หรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน โดยพลังงานในส่วนนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานอื่น ซึ่งจะมีมู่เล่ย์คอยรับ และถ่ายทอดกำลังที่ได้เหล่านี้ไปยังระบบต่างๆ

แต่ก่อนอื่นขออธิบายให้คนที่ยังไม่ทราบได้รู้กันก่อนว่า สายพานหน้าเครื่องที่พูดถึงมีอะไรบ้าง เช่น สายพานเพาเวอร์, สายพานไดชาร์จ, สายพานปั๊ม, สายพานคอมเพรสเซอร์แอร์ ฯลฯ และสำหรับสมัยนี้รถใหม่ๆ ส่วนใหญ่ จะใช้สายพานเพียง1 – 2 เส้น คอยทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังชิ้นส่วนต่างๆ ที่กล่าวมา ซึ่งมันแตกต่างจากเมื่อก่อน ที่จะใช้สายพานหลายๆ เส้นในการทำงานในแต่ละส่วน

นอกจากนี้ สายพานหน้าเครื่อง มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 50,000 กิโลเมตร หรือ 2 – 3 ปี แต่ถ้าไม่มั่นใจ ก่อนถึงระยะให้เปิดฝากระโปรงหน้า แล้วตรวจเช็กเองก็ได้ เพราะมันอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นชัดเจน คุณก็เพียงแค่สังเกตดูว่า มีรอยแตกลายงา เนื้อยางแตกเป็นบั้งๆ หรือสายพานมีเส้นด้ายหลุดหลุ่ยออกมามากหรือไม่ ฯลฯ หากมีอาการตามที่กล่าวมา ให้เปลี่ยนใหม่ทันที เพราะหากใช้ต่อไป ถ้าสายพานขาด ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายพานจะใช้งานไม่ได้ทันที และอาจทำให้ระบบเสียหายมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

และปัญหาของสายพานที่มักพบเจอได้บ่อยๆ ก็คือเรื่องของเสียงที่ดัง เอี๊ยดอ๊าด โดยเฉพาะตอนที่เครื่องยนต์ยังเย็น หรือตอนที่เพิ่งสตาร์ทใหม่ๆ ซึ่งสาเหตุที่สายพานดังอาจเป็นเพราะ ความตึงของสายพานหย่อนยานลงไป วิธีแก้ไขก็คือการตั้งระยะความตึงของสายพานใหม่ และหลังจากตั้งใหม่แล้ว ให้เช็กดูด้วยว่า หากกดสายพานลงไปมันต้องมีความตึง ไม่หย่อนลงไปเหมือนเดิมอีก

สุดท้ายนี้ หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับสายพาน ไม่ว่าจะเส้นไหน คุณควรรีบตรวจเช็กหาสาเหตุ เพราะถ้าวันใดสายพานเกิดขาดขึ้นมา แทนที่จะเสียเงินแค่ค่าสายพานเส้นใหม่ เผลอๆ อาจต้องเสียเงินเพิ่ม เพื่อซ่อมในจุดอื่นที่ได้รับผลกระทบตามไปด้วยก็ได้

ขึ้นเลย! สื่อแฉ “รามอส” ฉุน 2 แข้งชุดขาว เหตุปล่อยตัวอ้วนจัด

สื่อดังสเปนออกมาแฉว่า ห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริด กำลังเดือดปุดๆ หลังจากมีข่าวลือว่า แข้งซีเนียร์ในทีมอย่างเซร์คิโอ รามอส ไม่พอใจสภาพความฟิตของนักเตะตัวเอง

สื่ออย่าง Okdiario ระบุว่า ปราการหลังกัปตันทีมนั้นไม่มีความสุขกับ คาริม เบนเซม่า และ อิสโก้ เนื่องจากเขาคิดว่านักเตะทั้งสองรายมีน้ำหนักตัวมากเกินไป

“มีความโกรธเคืองในห้องแต่งตัวของเรอัล มาดริดกับสองนักเตะ พวกเขาโดนตำหนิเนื่องจากซ้อมไม่ค่อยดีและยังมีน้ำหนักตัวมากอีก ซึ่งเกินมาคนละสองกิโลกรัมเลย”

“หนึ่งในนั้นคือคาริม เบนเซม่า และอีกคนคือ อิสโก้ รุ่นใหญ่ในทีมได้พบกับพวกเขาและขอให้ทั้งหมดปรับตัวด้วย รามอสเป็นดั่งขนบธรรมเนียมและผู้เฝ้าดูแลกฏ เซร์คิโอเป็นเสมือนตัวแทนของเรอัล มาดริด”

 

แฟนผีว่าไง?! “แรชฟอร์ด” ส่อไม่ต่อสัญญาเหตุเพราะ “ซลาตัน”

มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าวัยว้าวุ่นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตกเป็นข่าวว่าน้อยใจหนัก ถึงขั้นอาจจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมอีกต่อไปก็ได้

ดาวยิงทีมชาติอังกฤษไม่ค่อยได้รับโอกาสจากโชเซ่ มูรินโญ่ลงสนามให้กับปีศาจแดงในฤดูกาลนี้มากนัก หลังการเข้ามาของซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่ก้าวขึ้นมายึดตัวจริงอย่างถาวร

สื่อดังเมืองผู้ดีอย่าง เดอะ ไทม์ส เปิดเผยว่า แรชฟอร์ดจะตัดสินอนาคตของตัวเองภายหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ เนื่องจากเขากังวลว่าเขาอาจจะไม่ได้รับโอกาสอันใดเลยจากมูรินโญ่

โดยหัวหอกวัย 19 ปีนั้นเชื่อว่า เขาไม่ต้องการย้ายออกจากโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่เขาจะตัดสินใจย้ายจริงๆ หากหลังจบซีซั่นนี้เขาไม่ได้ลงเล่นมากเท่าที่ควร