ไฮเปอร์เทอเมีย Hyperthermia หรือ ฮีทสโตรก Heat Stroke

555

คืออาการที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับความร้อนจากภายนอกมากขึ้น หรือเนื่องจากร่างกายเกิดความร้อนภายในมากขึ้น หรือเนื่องจากการระบายความร้อนออกจากร่างกายน้อยลง สาเหตุ

– สาเหตุสำคัญก็คือการที่อากาศภายนอกร้อนจัดเป็นเวลานาน

– เกิดจากให้สัตว์ออกกำลังกายมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อขณะมีความชื้นในอากาศสูง

– สัตว์อ้วนเกินไป

– สัตว์มีขนดก หนา และจำเป็นต้องอยู่ในที่ที่การระบายอากาศไม่ดีพอ เช่น การขนส่งสัตว์โดยทางเรือ

– เนื่องจาก Dehydration ซึ่งทำให้การระบายอากาศโดยการระเหยของน้ำในเนื้อเยื่อต่างๆ ลดลง

– การให้ยาสงบประสาท กับสัตว์ในขณะที่มีอากาศร้อน จะทำให้เกิด ไฮเปอร์เทอร์เมียได้ Metabolic rate จะสูงขึ้นประมาณ 40-50% Glycogen ที่เก็บสะสมไว้ในตับจะถูกนำมาใช้ไปอย่างรวดเร็ว และพลังงานพิเศษของร่างกายจะได้มาจากการเพิ่ม Protein metabolism สูงขึ้น เนื่องจาก Hyperthermia ทำให้สัตว์ปากแห้ง และการทำงานของระบบการหายใจผิดไป จึงทำให้เกิดการเบื่ออาหาร ซึ่งมีผลทำให้น้ำหนักตัวลดลง และกล้ามเนื้อขาดพลัง เกิดภาวะ hypoglycemia และ non-protein nitrogen ในเลือดสูง

สัตว์จะกระหายน้ำเนื่องจากปากแห้ง อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้นเนื่องจากอุณหภูมิของเลือดสูงขึ้น และเนื่องจากความดันเลือดตกอันเป็นผลมาจากการขยายตัวของเส้นเลือดส่วนปลาย อัตราการหายใจสูงขึ้นเนื่องจากการที่อุณหภูมิสูงขึ้นจะไปมีผลต่อ respiratory centre ปัสสาวะจะลดน้อยลงเนื่องจากจำนวนเลือดที่ผ่านไตน้อยลง อันเป็นผลสือเนื่องมาจากการขยายตัวของเส้นเลือดส่วนปลาย

เมื่อเกิด Hyperthermia ถึงขั้นอันตรายสูงสุด จะมีผลคือระบบประสาทจะถึงขั้นอันตรายสูงสุด จะมีผลคือระบบประสาทจะถูกกดการทำหน้าที่ตามปกติของมัน และระบบการหายใจก็จะถูกกดเช่นเดียวกันอันเป็นผลทำให้สัตว์ตาย เนื่องจากกการล้มเหลวของระบบการหายใจ ระบบการไหลเวียนของเลือดก็จะล้มเหลวเช่นกัน เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนกำลำง ถ้าภาวะ Hyperthermia ไม่สูง และนานเกินไปก็จะมีผลกระทบกระเทือนต่อ metabolism ภายในร่างกายเท่านั้น และมักจะเกิด degenerative changes ของเนื้อเยื่อต่างๆ ด้วย อาการ

อาการที่สัตว์แสดงให้เห็นในระยะแรกๆ ก็คืออุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นกว่าปกติ อัตราการเต้นของหัวใจ และการหายใจจะเพิ่มขึ้น ชีพจรอ่อนลง ในระยะแรกจะมีเหงื่อออกมาก แต่ระยะต่อไปจะไม่มีเหงื่อออกมาเลย น้ำลายไหล กระวนกระวายต่อมาก็จะเริ่มซึม เดินโซเซ ในระยะแรกสัตว์จะกระหายน้ำจัด และจะพยายามอยู่ในที่เย็น เช่นนอนแช่น้ำ ต่อมาเมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงถึง 106 F. จะถึงขั้นหายใจหอบ ต่อจากนั้นจะหายใจตื้นไม่เป็นจังหวะ ชีพจรเร็วมาก และอ่อน สุดท้ายถึงขั้น collapse ชัก และโคม่า ส่วนมากสัตว์ทุกชนิดตายเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงถึง 107-109 F. ส่วนสัตว์ท้องอาจจะแท้งได้ถ้าระยะเวลาที่เกิด Hyperthermia นาน

วิธีดูแลและรักษาเมื่อมีอาการฮีทสโตรก

1. นำสุนัขออกจากบริเวณที่มีความร้อนสูง

1. นำสุนัขออกจากบริเวณที่มีความร้อนสูง

หากเป็นไปได้ควรพาสุนัขมาอยู่ในที่ร่มที่มีลมโกรก หรือบริเวณที่มีไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ควรห้ามไม่ให้สุนัขออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง และวิ่งเล่นกลางแดดในช่วงเวลาดังกล่าว จนกว่าจะตรวจเช็กจนมั่นใจว่า สุนัขหายเป็นปกติแล้ว

2. ให้สุนัขดื่มน้ำเย็น

ในระหว่างนี้ควรให้สุนัขดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องทีละน้อย เพราะถ้าปล่อยให้สุนัขดื่มน้ำมากเกินไปในเวลาอันรวดเร็ว อาจทำให้สุนัขอาเจียนได้ ส่วนในกรณีที่สุนัขไม่สนใจให้ใช้น้ำซุปไก่หรือน้ำซุปเนื้อแทนได้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรบังคับให้สุนัขดื่มน้ำ หากสุนัขไม่ยอมดื่มด้วยตัวเอง

3. ดับความร้อนด้วยน้ำเย็น

ควรใช้น้ำที่มาจากก๊อกน้ำหรือสายยางรดน้ำลงบนตัวสุนัขด้วยระดับความดันน้ำที่ไม่แรงจนเกินไป และพยายามหลีกเลี่ยงการพาสุนัขไปแช่น้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นอ่างอาบน้ำหรือสระว่ายน้ำ เพราะการแช่น้ำจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายของสุนัขลดลงเร็วเกินไป ก็จะทำให้มีอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน หรือท้องอืด

4. พาไปพบสัตวแพทย์

ถึงแม้จะดูแลเป็นอย่างดีแต่ก็ไม่ควรวางใจเสียทีเดียว หากเป็นไปได้ควรพาไปพบสัตวแพทย์ด้วย เพราะแม้ภายนอกจะดูเป็นปกติดี แต่อวัยวะภายในร่างกายของสุนัขอาจมีบางส่วนที่เกิดความเสียหายจากโรคฮีทสโตรกได้ และถ้าหากไม่วินิจฉัยให้ละเอียดก็อาจทำให้สุนัขถึงตายได้

5. ใช้แอลกอฮอล์ลูบใต้ฝ่าเท้า

เนื่องจากสุนัขระบายความร้อนที่ผ่านผิวหนังใต้อุ้งเท้า ฉะนั้นการใช้แอลกอฮอล์ลูบที่บริเวณดังกล่าวก็ช่วยให้การระบายความร้อนในร่างกายดีขึ้น ส่วนปริมาณของแอลกอฮอล์ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะจะเป็นอันตรายหากสุนัขเผลอเลียอุ้งเท้า

6. หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าเย็นคลุมตัว

เจ้าของสุนัขสามารถใช้ผ้าเย็นเช็ดตัวสุนัขเพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ แต่ไม่ควรใช้ผ้าเย็นห่มตัวสุนัขทิ้งไว้ เพราะนอกจากจะเป็นการลดการระบายอากาศแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความร้อนให้กับร่างกายของสุนัขด้วย อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงสถานที่ปิด เช่น กรงสุนัข แต่ให้พาสุนัขไปอยู่ในที่มีการถ่ายเทอากาศดี ก็ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายได้

พาไปเที่ยวทะเล

เที่ยวทะเล

อากาศร้อนๆ แบบนี้ ผู้เลี้ยงหลายๆ บ้านก็คงหากิจกรรมคลายร้อนทำร่วมกันกับน้องหมากันใช่ไหมคะ? บางคนอาจเลือกที่จะพาน้องหมาไปหลบร้อนเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า ท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ หรือไม่ก็พาน้องหมาไปเที่ยวทะเลที่ถือว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ฮิตมากๆ ในช่วงหน้าร้อน … แล้วเพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า การพาน้องหมาไปเที่ยวทะเลสวยๆ แสนสบายเพื่อคลายร้อนนั้นก็มีข้อระวังที่ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องรู้เพื่อความปลอดภัยของน้องหมาเหมือนกันนะ

สำหรับผู้เลี้ยงที่ตั้งใจจะพาน้องหมาไปเที่ยวทะเลในช่วงหน้าร้อน ควรระวังอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับน้องหมากันด้วยนะคะ โดยผู้เลี้ยงควรดูแลน้องหมาให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา ไม่ควรปล่อยให้น้องหมาวิ่งเล่นเพียงลำพังหรือวิ่งเล่นกลางแดดนานเกินไปเพราะน้องหมาอาจเกิดอาการลมแดดได้ รวมถึงผู้เลี้ยงยังต้องคอยระวังอันตรายจากสิ่งแปลกปลอมที่อยู่บริเวณหาดทราย เช่น เศษขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม เศษหอย ปะการัง หิน ฯลฯ ที่อาจบาดเท้าน้องหมาได้ค่ะ นอกจากนี้ผู้เลี้ยงยังต้องระวังสัตว์มีพิษต่างๆ ที่อยู่ในทะเล เช่น แมงกะพรุน หอยคัน หอยเม่น ฯลฯ ด้วยนะคะ เพราะถ้าหากน้องหมาโดนพิษของสัตว์อันตรายเหล่านี้เข้าไปก็อาจจะทำให้เกิดอาการ คัน บวม เกิดการอักเสบ และอาจรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยล่ะค่ะ

เปิดแอร์ หรือ พัดลม ให้น้องหมา

546758-5518-17

การเปิดแอร์เพื่อคลายร้อนให้น้องหมาถือว่าเป็นวิธีที่ง่าย สะดวก และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการเปิดแอร์จะช่วยให้ทั้งผู้เลี้ยงและน้องหมาได้คลายร้อนไปพร้อมๆ กันค่ะ ซึ่งก่อนที่จะพาน้องหมาเข้าไปหลบความร้อนในห้องแอร์เย็นๆ ผู้เลี้ยงควรประเมินน้องหมาของตัวเองก่อนว่า น้องหมาของมีขนสั้นหรือขนยาว หากเป็นน้องหมาขนยาวอาจจะไม่มีปัญหากับการนอนในห้องแอร์สักเท่าไหร่ เพราะน้องหมาขนยาวมีขนเป็นเสื้อกันหนาวชั้นเยี่ยมโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แต่สำหรับน้องหมาขนสั้น อย่าง ชิวาวา มินิเจอร์ ปั๊ก ฯลฯ อาจจะมีปัญหาในการนอนห้องแอร์ ซึ่งผู้เลี้ยงก็ควรใส่เสื้อหนาๆ ให้น้องหมาก่อนพาเข้าห้องแอร์ด้วยค่ะ เพราะดีไม่ดีจากที่จะหลบโรคลมแดดจากอากาศร้อนๆ นอกบ้าน ก็อาจจะกลายมาเป็นโรคปอดบวมเพราะนอนหนาวในห้องแอร์แทนก็เป็นได้ค่ะ

อาบน้ำให้น้องหมาบ่อยๆ

อาบน้ำบ่อยๆ

ในหน้าร้อนผู้เลี้ยงหลายๆ บ้านอาจจะเลือกวิธีคลายร้อนให้น้องหมาโดยการจับน้องหมาอาบน้ำบ่อยๆ เพราะเป็นห่วงว่าน้องหมาจะร้อนและไม่สบายตัวจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว หรือเห็นน้องหมาตัวร้อนผิดปกติก็เลยหวังดีจับน้องหมามาอาบน้ำในทันที … แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า การที่ผู้เลี้ยงอาบน้ำให้น้องหมาบ่อยเกินไปนั้น จะทำลายไขมันที่ร่างกายน้องหมาผลิตออกมาเคลือบผิวหนังและเส้นขน ส่งผลทำให้ผิวหนังและเส้นขนหยาบ แห้ง ขาดความเงางาม ก่อให้เกิดอาการคันในน้องหมาบางตัว และอาจส่งผลให้น้องหมาเป็นโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งถ้าหากมีอาการรุนแรงผิวหนังก็จะสามารถติดเชื้อได้ และยิ่งในหน้าร้อนแบบนี้ หากผิวหนังและเส้นขนของน้องหมาขาดน้ำมันมาเคลือบ ก็อาจจะยิ่งทำให้ผิวหนังของน้องหมาบอบบางยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ

ให้น้องหมา แช่น้ำในอ่างบัว

แช่น้ำในอ่างบัว

กลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตาในหน้าร้อนไปซะแล้ว สำหรับภาพของน้องหมาที่ชอบหลบร้อนไปนอนแช่ตัวในน้ำ เช่น อ่างบัว อ่างปลา หรือสระน้ำ โดยเฉพาะน้องหมาสายพันธุ์บางแก้ว โกลเดนรีทรีฟเวอร์ ฯลฯ ที่ชื่นชอบการเล่นน้ำเป็นชีวิตจิตใจ และเมื่อน้องหมายิ่งเจออากาศร้อนๆ แบบนี้ เข้าไป เพื่อนๆ ก็คงไม่ต้องไปตามหาที่ไหนไกลเลยค่ะ เพราะ น้องหมาคงลงไปนอนแช่น้ำในอ่างบัวเรียบร้อยชนิดที่ไม่ยอมขึ้นจากอ่างบัวกันเลยล่ะ …

การที่น้องหมาลงไปนอน แช่ตัวในอ่างบัวในช่วงหน้าร้อนเป็นพฤติกรรมการแสดงออกที่บ่งบอกว่า น้องหมาเค้ากำลังร้อนจึงต้องปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เย็นลงด้วยการลงไปนอนแช่น้ำ ที่ถือว่าเป็นการปรับตัวโดยธรรมชาติของน้องหมา ซึ่งผู้เลี้ยงก็ควรระวังและไม่ควรปล่อยให้น้องหมาแช่น้ำหรือนอนในน้ำนานๆ เพราะการที่น้องหมาแช่ตัวลงไปในน้ำเป็นเวลานานนั้น อาจจะทำให้น้องหมาเป็นโรคปอดบวม ปอดชื้น เกิดอาการคัน ผื่นขึ้น และเป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากความสกปรกของน้ำในอ่างบัวได้ เพราะในอ่างบัวมักจะมีดินโคลนสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อน้องหมาขึ้นจากน้ำดินโคลนเหล่านี้ก็จะติดอยู่ตามตัวน้องหมา และหากปล่อยให้น้องหมาตัวแห้งเอง เศษดินโคลนก็จะหมักหมมจนเกิดเป็นโรคผิวหนังในที่สุด

1.ไอศกรีม

1.ไอศกรีม

“อากาศร้อนๆ แบบนี้ซื้อไอศกรีมเย็นๆ คลายร้อนให้น้องหมากินสักแท่งดีกว่า” เชื่อว่าผู้เลี้ยงหลายๆ บ้านคงเลือกวิธีคลายความร้อนให้น้องหมาด้วยไอศกรีมใช่ไหมคะ? … สำหรับมนุษย์อย่างเราๆ ที่ต้องการปริมาณพลังงาน 1,800 – 2,500 กิโลแคลอรี่/วัน คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรถ้าจะหาไอศกรีมสักแท่งมาดับความร้อน แต่สำหรับน้องหมาที่โดยเฉลี่ยแล้วต้องการปริมาณพลังงาน 200-300 กิโลแคลอรี่/วัน การกินไอศกรีมสักแท่งนั้นอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้เลยล่ะค่ะ นั่นก็เพราะว่า ในไอศกรีม 1 แท่ง มีปริมาณแคลอรี่สูงถึง 205 กิโลแคลอรี่ ซึ่งเกินความต้องการต่อวันของน้องหมา และนอกจากนี้ในไอศกรีมยังมีส่วนผสมของนมวัว และน้ำตาลในปริมาณมาก ซึ่งอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลหรืออาหารที่มีรสหวานเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง หากน้องหมากินเข้าไปมากๆ แล้วไม่ได้ออกกำลังกาย พลังงานที่เหลือถ้าหากไม่ได้ถูกเผาผลาญให้หมดไป ก็พลังงานก็จะสะสมในร่างกายของน้องหมา และหากพลังงานนั้นสูงเกินไปก็จะส่งผลให้น้องหมารู้สึกหงุดหงิด แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้องหมาอ้วนได้ค่ะ

เตือน! พบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่-ทวารหนัก เฉลี่ยอายุน้อยลง

จากการรายงานในวารสาร Journal of National Cancer Institute อัตราของผู้ป่วยโรคมะเร็งทวารหนักที่มีอายุน้อยกว่า 55 ปีในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมานั้นเพิ่มเป็นเท่าตัว แม้ว่าโดยรวมแล้วผู้ป่วยที่เป็นโรคดังกล่าวมีแนวโน้มที่ลดลง แต่มีการพบมากขึ้นในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า กล่าวคือในช่วงอายุ 20-54 ปี

ผู้ที่เกิดในช่วงค.ศ. 1990 มีแนวโน้มเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่เกิดในช่วงปี ค.ศ.1950 ปัจจัยที่ทำให้เกิดวิกฤติดังกล่าวนี้คือการออกกำลังกายน้อยลงและอาหารที่บริโภคเข้าไป น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป การกินอาหารที่ผ่านกระบวนการ ปิ้ง ย่าง อบ รม ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายน้อยรวมถึงการบริโภคอาหารที่มีกากใยน้อยและการสูบบุหรี่ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

อาการของผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มีดังนี้ มีเลือดออกทางทวารหนัก ปวดท้อง เหนื่อยง่าย น้ำหนักตัวลด รู้สึกถ่ายท้องไม่สุด การขับถ่ายเปลี่ยนไป สมาคมโรคมะเร็งในอเมริกา American Cancer Association แนะนำว่าให้บริโภคผักผลไม้และธัญพืชในปริมาณมาก ลดเนื้อสัตว์แดงและอาหารผ่านกระบวนการลง ออกกำลังกายสม่ำเสมอและจำกัดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

มะเร็งเม็ดเลือดขาว รู้ทันป้องกันได้


มะเร็งเป็นโรคร้ายที่มีมากกว่า 100 ชนิด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยและคร่าชีวิตผู้คนมากมาย ลูคีเมียก็เป็นมะเร็งอีกชนิดที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันโดยไม่ทันตั้งตัว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง และตรวจสุขภาพหามะเร็งระยะเริ่มแรกจะเพิ่มโอกาสการรักษาและอาจหายขาดได้

นายแพทย์ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “โรคลูคีเมีย” เป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบเลือดที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในไขกระดูกเติบโตผิดปกติ ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดขาวออกมามากในกระแสเลือด ส่งผลให้การทำงานของระบบเม็ดเลือดเสียไป อาจเป็นแบบเฉียบพลัน หรือค่อยๆ เป็น โดยทั่วไป มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันจะมีอาการรุนแรงกว่าชนิดที่เกิดช้าๆ หรือเรื้อรัง สาเหตุของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่พบว่าปัจจัยทางกรรมพันธุ์และการติดเชื้อไวรัสบางชนิด รวมถึงได้รับสารเคมีบางอย่าง เช่น ยาฆ่าแมลง และกัมมันตภาพรังสี สามารถทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้

สำหรับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีอาการแสดง เช่น เลือดจาง ซีด หน้ามืด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย เลือดออกง่ายบริเวณผิวหนังและเหงือก เป็นจ้ำตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต อาจพบก้อนในท้องเนื่องจาก ตับ ม้ามโต ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผิดปกติ เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย และมีไข้ หากพบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเหล่านี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรค สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวโดยทั่วไปจะใช้การรักษา

ด้วยยาเคมีบำบัดเป็นหลัก ส่วนการปลูกถ่ายไขกระดูกและรังสีรักษาจะเป็นการรักษาเสริม เพื่อให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือหายได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาว การตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดและอายุของผู้ป่วย ทั้งนี้ เราสามารถปฏิบัติตนเพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งได้ด้วยการเลือกทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารกัมมันตภาพรังสีและสารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทยไปจำนวนไม่น้อย และสาเหตุของโรคมะเร็งส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมใกล้ตัวของเรา โดยเฉพาะการรับประทานอาหาร ดื่มสุรา และสูบบุหรี่ และสาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรม สำหรับการรักษาโรคมะเร็งปัจจุบันมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายและทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็ง อวัยวะที่เป็น และระยะของมะเร็งที่ตรวจพบ

การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มแรกจะทำให้มีการตอบสนองต่อการรักษาและมีโอกาสหายมากกว่าระยะลุกลามหรือระยะสุดท้าย โดยส่วนใหญ่มักพบว่ากว่าผู้ป่วยจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็ง อาการอยูในระยะลุกลามไปมากแล้ว คงจะดีไม่น้อยหากเราหมั่นสังเกตความผิดปกติในร่างกาย และตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะโรคมะเร็งยิ่งพบโรคได้ เร็วเพียงใด ชีวิตก็ปลอดภัยมากขึ้นเพียงนั้น

ทำฟันเถื่อน ระวัง! ติดเชื้อเสี่ยงมะเร็ง

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ โรคฟันของคนไทย ยังเป็นปัญหาโดยเฉพาะ การสูญเสียฟัน ทำให้ประชาชนจำนวนมากฟันหลอ ผลสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากระดับประเทศ

โดยกรมอนามัย ครั้งล่าสุดในปี 2555 พบผู้ที่มีอายุ 35-44 ปี ถอนฟันเฉลี่ย 3.7 ซี่ต่อคน ส่วนอายุ 60-74 ปี ถอนเฉลี่ย 13.2 ซี่ต่อคน ทั้ง 2 กลุ่มนี้ พบในเขตเมืองมากที่สุด รองลงมาคือเขตกทม. จึงทำให้มีผู้ฉวยโอกาส เปิดร้านทำฟันปลอมโดยมีการ ตั้งโต๊ะรับทำในตลาดสด รวมทั้ง ในหมู่บ้านจัดสรร หรือออกไปรับทำ ตามบ้าน โดยรับทำราคาถูกกว่าคลินิก ซี่ละประมาณ 500 บาท และไม่ต้องรอนานเหมือนทำกับทันตแพทย์ ส่วนใหญ่ช่างที่รับทำจะบอกว่า เคยเป็นลูกจ้าง หมอฟัน วัสดุที่ใช้ทำฟันปลอมเป็นประเภท และชนิดเดียวกับที่ทันตแพทย์ใช้ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อและใช้บริการ

ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสบส.กล่าวว่า การใส่ฟันปลอมจากผู้ที่ไม่มีความรู้ ไม่ใช่ทันตแพทย์ มีความเสี่ยงอันตราย บางครั้ง ช่างทำฟันเถื่อนอาจเชื่อมฟันปลอมติดกับซี่ฟันดีเลียนแบบตามที่ทันตแพทย์จริงใส่ ฟันปลอมชนิดนี้ไม่สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ หากฟันที่ยึดติดกับฟันปลอมมีปัญหาโยกคลอน หรือมีหินปูนเกาะ หรือมีปัญหาผุ เชื้อจะหมักหมมอยู่ภายใต้ฟันปลอม เชื้อโรคจากฟันที่ผุ หรือเชื้อจากเหงือกที่อักเสบจากคราบหินปูน จะลุกลามอักเสบ เป็นหนอง จนไม่สามารถเก็บฟันแท้ซี่นั้นต่อไป

ประการสำคัญ ฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษาอย่าง ถูกต้อง การผุก็จะลุกลาม ลงสู่โพรงประสาทฟัน ทำให้เกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายออกจากฟันไปสู่เนื้อเยื่ออื่นๆ ลุกลามไปยังบริเวณที่สำคัญ เช่น ที่ใต้คาง ใต้ตา อาการปวดและบวมจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจมีอันตราย ถึงแก่ชีวิตได้ ผลที่ได้จึงไม่คุ้มเสีย นอกจากนี้ฟันปลอมที่ใส่ลวดยึดฟันที่ทำจากหมอฟันเถื่อน หากไม่พอดี ลวดอาจจะครูดกับเหงือก ทำให้เป็นแผล หากเป็นแผลเรื้อรัง เสี่ยงเป็นมะเร็งช่องปาก โดยโรคมะเร็งในช่องปากนี้ สาเหตุ 1 ใน 10 มาจากการใส่ฟันปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน