พนง.บินไทยร้องนายกฯใช้ม.44สอบทุจริต

พนักงานการบินไทย ร้องนายกฯ ใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการพิเศษสอบทุจริต จี้ ประธานอร์ด ลาออก

นายนเรศ ผึ้งแย้ม ตัวแทนกลุ่มพนักงานการบินไทยจิตอาสาต้านโกง กล่าวภายหลังนัดรวมสมาชิก กว่า 100 คน บริเวณหน้าอาคารศูนย์ปฏิบัติการ การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ว่า ในวันนี้ได้แสดงพลังและรวมตัวเพื่อเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 44 จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษ เพื่อมาตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดของบริษัทการบินไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะมติลดอายุการใช้งานของเครื่องบินทั้งฝูงของบริษัท การบินไทย เพื่อให้การบินไทยสามารถซื้อเครื่องบินได้อีกสองระยะ จำนวน 75 ลำ คือระหว่างปี 2554 – 2561 จำนวน 37 ลำ วงเงินกว่า 200,000 ล้านบาท และปี 2561 – 2565 จำนวน 38 ลำวงเงินกว่า 240,000 ล้านบาท ซึ่งมีการบรรจุในแผนฟื้นฟูองค์กรปี 2552 – 2554 จนเป็นสาเหตุให้มีการวางแผนปลดระวางล่วงหน้าเครื่องบินเกือบ 50 ลำ ก่อนการหมดอายุการใช้งานจริง ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 25 ปีสำหรับเครื่อง Boeing และ 20 ปีสำหรับเครื่อง Airbus พร้อมเรียกร้องให้ประธานคณะกรรมการและฝ่ายบริหารบริษัท การบินไทย ที่ร่วมเป็นคณะกรรมการแผนฟื้นฟูบริษัทในช่วงปี 2552 – 2554 ลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อแผนและนโยบายที่ผิดพลาดจนก่อให้เกิดปัญหาการขาดทุนต่อเนื่องและสร้างหนี้สินผูกผันระยะยาว ซึ่งในฝ่ายบริหารชุดนั้น มีประธานคณะกรรมการบริษัทการบินไทยคนปัจจุบันรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ขอให้ทำการตรวจสอบ การจัดตั้งบริษัทลูก โดยเฉพาะ ไทยสมายล์ นกแอร์ และ Wingspan ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์โดยรวมของบริษัทหรือเพื่อเอื้อต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ และให้ สตง. ตรวจสอบทางบัญชีผลประกอบการบริษัทฯ ว่าเกิดจากการแต่งบัญชีผิดไปจากคามเป็นจริงหรือไม่

ยาคุมกำเนิด กินอย่างไรให้ถูกวิธี ป้องกันการตั้งครรภ์ได้แน่นอน

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการกินยาคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีในแต่ละประเภท เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้อย่างสูงสุด เพราะสาวๆ หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าจะต้องกินอย่างไร หรือกินแล้วดันตั้งครรภ์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น มาดูรายละเอียดง่ายๆ กันค่ะ

ยาคุมกำเนิด มีกี่ชนิด?

จริงๆ แล้วในร้ายขายยาตามท้องตลาด มียาคุมอยู่มากมายหลายชนิด แต่ชนิดที่ได้รับความนิยม หรือใช้กันบ่อยๆ คือชนิด 21 วัน และชนิด 28 วัน โดยทั้งสองแบบนี้จะมียาให้ทานทั้งหมด 2 แผง

ยาคุมชนิด 21 วัน – ต้องทานแผงแรกให้หมดก่อน จากนั้นหยุดทานยาไป 7 วัน แล้วค่อยเริ่มทานยาแผงที่สอง

ยาคุมชนิด 28 วัน – สามารถทานยาทั้งสองแผงติดต่อกันได้เลย ไม่ต้องหยุดรอ

ควรกินยาคุมกำเนิดเมื่อไร?

เราควรกินยาคุมตั้งแต่ช่วงวันแรก ถึงวันที่ 5 ของการมีประจำเดือน กล่าวคือ หากมีประจำเดือนวันแรก ในวันที่ 12 พ.ค. เราก็ควรเริ่มกินยาคุมตั้งแต่วันที่ 12 พ.ค. ได้เลย แต่หากไม่สะดวก หรือลืม ก็ยังสามารถเริ่มทานในวันที่ 13-16 พ.ค. ได้ นั่นคือเราสามารถกินยาคุมได้ภายใน 5 วันแรกของการมีประจำเดือนนั่นเอง

กินยาคุมกำเนิดอย่างไร?

เราควรกินยาคุมโดยเรียงลำดับตามลูกศรบนแผงยา ตั้งแต่เม็ดแรกไปถึงเม็ดสุดท้าย (ไม่ใช่นึกอยากจะกินเม็ดไหนก็บิเม็ดนั้นออกมานะ) และควรเลือกกินยาในเวลาเดียวกันของทุกๆ วัน เช่น คุณอาจจะชอบกินยาตอนเช้า ก็ต้องกินตอนเช้าของทุกวัน โดยตั้งเวลาไว้ที่ 7 โมงเช้าของทุกวัน เป็นต้น

ยาคุมกำเนิด มีอาการข้างเคียงหรือไม่?

สาวๆ บางคนอาจจะมีอาการข้างเคียงจากการกินยาคุม เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการกินยาคุมได้ แต่หากกินไปยาคุมไปหลายเดือนแล้ว ยังมีอาการเหล่านี้อยู่ ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทันที เพราะอาจไม่ใช่เรื่องปกติก็ได้

การกินยาคุมกำเนิดเป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัย และได้ผลจริง ดังนั้นไม่ต้องกลัว ไม่ต้องเขิน หรือมองว่าเป็นเรื่องน่าอายนะคะ เรารู้จักดูแลตัวเองก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว สิ่งที่ควรระวังคือ ต้องทานอย่างถูกวิธี และระมัดระวังในการมีเพศสัมพันธ์กับใครมากกว่า ต้องมั่นใจว่าคู่นอนของเรามีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงค่ะ

4 วิธีแก้ปัญหาอ่างล้างหน้าตัน แบบไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ปัญหาอ่างล้างหน้าตันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และบางคนก็เลือกที่จะใช้ “โซดาไฟ” แก้ปัญหาอ่างล้างหน้าตัน แต่เนื่องจากแม้โซดาไฟจะเป็นวิธีที่ได้ผลแต่ก็อันตรายและส่งผลเสียทั้งกับระบบท่อและผู้ที่ลงมือทำ เนื่องจากโซดาไฟมีความเป็นกรด เมื่อเราเทลงไปในท่ออ่างล้างหน้า ก็ทำให้เกิดสารพิษลอยขึ้นมา หรือบางครั้งถ้าเราไม่สวมถุงมือ หน้ากาก หรือใส่เสื้อผ้ารัดกุมโซดาไฟอาจกระเด็นโดนเราก็เป็นได้ ว่าแต่จะมีวิธีไหนอีกบ้างที่ช่วยแก้ปัญหาอ่างล้างหน้าตันและไม่เป็นอันตรายกับเรา

1.ไม้แขวนเสื้อ วิธีนี้ง่ายสุดแต่เหมาะสำหรับท่อที่มีขนาดไม่ยาวและไม่อุดตันจนเกินไป วิธีทำก็คือให้ดัดไม้แขวนเสื้อให้ตรงแล้วแหย่เข้าไปในท่อ โดยงอส่วนหัวให้เป็นขดตะขอเล็กๆ เวลาเจอเศษขยะหรือเศษผมจะได้เขี่ยสะดวกๆ หลังจากเขี่ยเศษขยะในท่อเสร็จเรียบร้อยแล้วให้นำน้ำร้อนเทตามลงไปเพื่อให้สิ่งอุดตันเหล่านั้นไหลตามท่อ

2.เปิดน้ำทะลวงท่อ วิธีการก็คือให้หาสายยางเล็กๆ ต่อสายกับท่อน้ำแล้วดึงตะแกรงกั้นระหว่างปากท่อกับพื้นด้านบนออก ก่อนจะนำสายยางแหย่ลงไปแล้วเปิดน้ำไล่สิ่งอุดตัน เป็นวิธีที่ง่ายแต่ก็เหมาะสำหรับท่อที่ไม่มีการอุดตันมากนัก

3.รื้อท่อเอาสิ่งอุดตันออก เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดและแก้ไขได้ดีที่สุด บริเวณตรงไหนของท่ออุดตันก็ให้เอาเศษขยะบริเวณนั้นออก

4.ที่ปั้มส้วม เป็นวิธีแก้ไขปัญหาอ่างล้างหน้าอุดตันในเบื้องต้น วิธีการทำที่ถูกต้องคือการใช้ที่ปั้มครอบบริเวณปากท่อ จากนั้นใช้ผ้าคลุมบริเวณที่ปั้มแล้วปั้มติดต่อกัน 6-7 ครั้ง ถือเป็นการแก้ปัญหาท่อน้ำอุดตันแบบง่ายๆ และไม่ยุ่งยาก

จริงหรือไม่? ห้ามล้างไก่สดผ่านน้ำจากก๊อก

เฟซบุ๊ค ความรู้สนุกๆ แบบหมอแมว ยืนยันข้อมูลที่แชร์ลงในเฟซบุ๊คว่า ที่ต่างประเทศรณรงค์ไม่ให้ล้างไก่สดผ่านน้ำจากก๊อกนั้น เป็น “ความจริง” เพราะการล้างไก่ผ่านน้ำจากก๊อก จะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่มากับไก่ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Campylobacter ได้ สามารถอ่านรายละเอียดจากคุณหมอได้ตามด้านล่างค่ะ

____________________

มีคนแชร์อันนี้กัน แล้วก็มีคนถามกันเยอะว่าจริงเหรอ ที่ว่าเวลาจะทำอาหารเอาไก่มา อย่าล้างไก่ เพราะจะทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค Campylobacter ได้

หลายคนเชื่อ

หลายคนไม่เชื่อบอกว่าไร้สาระ

สรุปตรงนี้ก่อนว่าจริง ส่วนจะทำตามไหมลองอ่านดูก่อน

1. ถ้าไปดูพวกฝรั่งทำอาหารแบบถูกสุขลักษณะ เนื้อสัตว์ทั้งหลายของเขา เวลาทำอาหารมักจะแนะนำให้เอาออกจากช่องแช่แล้วทำอาหารเลย หั่นกันแบบแข็งๆ

2. ในทางเดินอาหารของไก่ มีแบคทีเรียเช่น Salmonella และ Campylobacter ซึ่งก่อโรคท้องเสียได้

3. เวลาซื้อเนื้อมา ก็มีโอกาสที่เชื้อจะติดมากับเนื้อได้ จากเชื้อที่มีในสัตว์ตัวนั้น

4. เขาไม่ล้าง เพราะว่าขั้นตอนในการที่เนื้อจะมาถึงผู้บริโภค ไม่ควรไปปนเปื้อนเชื้อจากสิ่งแวดล้อม … ถ้าจะมีเชื้อต้องเป็นเชื้อจากเนื้อสัตว์เท่านั้น

5. ถ้าเชื้อเกิดปนเปื้อนจากมือคนขาย คนขายเอาไปทำตกพื้น แผงที่วางไม่สะอาด การล้างก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก เพราะว่าเชื้อมันอยู่ในเนื้อด้วย … ซึ่งพอลงหม้อเดือดๆก็ตายอยู่ดี

6. ถ้าเราล้าง เพราะว่ามันมีของเปื้อน … เช่น เห็นเศษหญ้า เห็นแมลงวันตายติดอยู่ เห็นขาแมลงสาบ … ก็ไม่ควรกินแต่แรกอยู่แล้ว … (และการล้างก็ไม่ได้เอาเชื้อออกเท่าใดนักอยู่ดี)

7. การล้างเนื้อสัตว์ … กระเด็นแน่นอน … ใครที่ล้างผักแช่ผักในด่างทับทิมจะรู้เลยว่าหยดน้ำมันไปได้ไกล … แต่ทีนี้พอล้างไก่ล้างเนื้อ เรามองไม่เห็นสีเราเลยเข้าใจว่าไม่มีอะไร

8. ถ้าน้ำกระเด็นไปแล้วเราไม่ได้เช็ด พอเราเช็ดอ่างเสร็จแล้วดันเอามือไปแตะแล้วไปจับแก้วจับช้อน ก็ติดเชื้อต่อได้

9. เชื้อ Campylobacter ในไทย อาจจะมีปัญหาไม่มากในผู้ใหญ่เท่าฝรั่ง เพราะว่าเรากินอาหารสุกเยอะหน่อย แต่ถ้าใครกินผักสดและไปล้างผักตรงอ่างนั้น ก็เสี่ยงได้เหมือนกัน

10. Cross contamination คือการแพร่เชื้อที่เจอได้บ่อยโคตรๆในไทย เหตุการณ์ที่ผ่านๆมาหลายครั้ง คนกินอาหารสุกดี แต่ว่าดันท้องเสียหลายๆคนพร้อมกัน ก็เพราะ Cross contamination แบบนี้แหละ

แต่ถ้าใครจะล้างจริงๆ เพราะกลัวความสกปรก ก็อาจจะพอล้างได้ เพียงแต่ว่า

– หากมื้อนั้นมีอาหารที่กินสด ผักสด ข้าวเหนียว(ใช้มือจับ) ก็ต้องทำของสดก่อน แล้วทำเนื้อสัตว์ทีหลัง

– หลังทำอาหารทุกครั้ง พื้นที่อ่างต้องแห้ง ฟองน้ำต้องแห้ง ผ้าเช็ดมือต้องแห้ง

– ต้องล้างมือ 7 ขั้นตอนอย่างถูกวิธี และหากใช้ผ้าเช็ดมือต้องแห้งหรือเปลี่ยนบ่อยๆ

– ที่วางจานที่ล้างเสร็จแล้ว ควรอยู่ห่างจากอ่างที่ล้างเนื้อสัตว์ … ห่างแค่ไหนไม่รู้ แต่กระเด็นได้เป็นเมตร

– อาหารเด็กเล็ก ขวดนมเด็กทารก ต้องไม่มีการเตรียมหรือชงหรือล้างใกล้ๆอ่างที่ล้างเนื้อสัตว์ …

ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง เสี่ยงแพ้กลูเตนในขนมเบเกอรี่

เตือนท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง อย่านิ่งนอนใจอาจเป็นโรคเซลิแอคได้ เหตุจากแพ้โปรตีนกลูเตนที่มีอยู่ในเบเกอรี่และอาหารจำพวกแป้งบางชนิด ปล่อยไว้มีผลทำให้ลำไส้เล็กถูกทำลายได้

พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่นิยมบริโภคอาหารประเภท เบเกอรี่ อาทิ เค้ก พาย ขนมปัง ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ซึ่งในอาหารจำพวกแป้งเหล่านี้จะมีโปรตีนที่เรียกว่า กลูเตน (Gluten) ที่ช่วยทำให้อาหารเหนียว นุ่ม และยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่รับประทานมังสวิรัติ และอาหารเจ แต่สำหรับผู้ที่แพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้

การแพ้กลูเตนอาจก่อให้เกิดโรค ที่เรียกว่า โรคเซลิแอค (Celiac Disease) โดยกลูเตนจะทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบ จากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง (Autoimmune Disease) โดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อบุเซลล์ที่ลำไส้เล็ก (microvilli) ส่งผลให้เกิดการอักเสบและฝ่อในที่สุด ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การดูดซึมอาหาร เกลือแร่ วิตามิน ได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการ ท้องอืด ท้องเสียเรื้อรัง ปวดท้องที่เกิดจากก๊าซในกระเพาะอาหาร โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากดูดกลืนโฟลิค และวิตามิน B12 ได้ไม่เพียงพอ อ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลง กระดูกพรุน ระบบประสาททำงานผิดปกติ ผิวหนังเป็นผื่นบริเวณข้อศอกและเข่า ปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ โกธรง่าย ซึมง่าย ในกรณีที่เกิดในเด็กจะทำให้เด็กโตช้า ตัวเล็กกว่าเด็กปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคเซลิแอค บางรายจะไม่มีอาการเลยก็ได้แต่โรคดังกล่าวยังคงมีการทำลายลำไส้เล็กอย่างต่อเนื่อง

พบว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเซลิแอคประมาณ 1-2% ประชากรไทยพบโรคนี้ได้ 0.3% พบได้มากในคนผิวขาว เป็นได้ในทุกช่วงอายุ แต่จะพบมากสุดในกลุ่มช่วงอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยหากมีพ่อ แม่ พี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้ จะมีโอกาสที่คนอื่นๆในครอบครัวจะเป็นโรคนี้ด้วยถึง 10%

การวินิจฉัยโรคเซลิแอคนั้นทำได้โดยตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในลำไส้เล็กเพื่อตรวจยืนยัน เนื่องจากโรคเซลิแอค จะมีอาการใกล้เคียงกับโรคอื่นๆของระบบลำไส้ ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ จึงมีคนไข้ที่อาจไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลิแอค หากไม่ได้รับการตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยเบื้องต้นก่อน โดยสามารถตรวจได้ที่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลทั่วไป

อย่างไรก็ตาม หากตรวจดูอาการของตนเองแล้วพบว่า มีอาการเข้าข่ายแพ้กลูเตน ควรปรึกษาแพทย์พร้อมประวัติการรักษาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากตรวจแล้วพบว่าแพ้กลูเตน ก็จำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งอาจจะต้องหลีกเลี่ยงการบริโภคนมด้วย เพราะผู้ที่เป็นโรคเซลิแอค จำนวนมากมีอาการแพ้นม เนื่องจากไม่สามารถย่อยแลคโตสได้ นอกจากนี้ควรได้รับการแนะนำจากนักโภชนาการที่มีประสบการณ์โดยตรงในการจัดอาหารสำหรับผู้ที่เป็นโรคโรคเซลิแอค และควรอ่านฉลากอย่างระมัดระวังก่อนที่จะบริโภคอาหารทุกชนิด

จริงหรือไม่? ผู้ชายไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน?

คุณผู้ชายหลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อโรคนี้กันแล้ว และน่าจะเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า “ไม่สวมกางเกงใน เสี่ยงโรคไส้เลื่อน” กันมาแล้วด้วย แค่ไม่ใส่กางเกงใน ก็เสียงเป็นโรคไส้เลื่อนได้จริงหรือวันนี้เรา มีคำตอบให้ค่ะ

โรคไส้เลื่อน มีสาเหตุมาจากอะไร?

โรคไส้เลื่อน เป็นอาการที่ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ อวัยวะภายใน หรือเนื้อเยื่อบางส่วนเคลื่อนตัวยื่นออกมานอกช่องท้อง จากบริเวณที่ผนังหน้าท้องไม่แข็งแรง อาจมีอาการเจ็บ หรือเห็นเป็นลักษณะก้อนๆ ยื่นออกมาให้เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกได้

โรคไส้เลื่อน มีกี่ชนิด

ไส้เลื่อนไม่ได้มีชนิดเดียว แต่มีอยู่หลายชนิด โดยแบ่งออกเป็นตำแหน่งที่เกิดไส้เลื่อน มีทั้งไส้เลื่อนบริเวณอัณฑะ ไส้เลื่อนบริเวณผนังหน้าท่องส่วนล่าง ไส้เลื่อนโคนขาหนีบ ไส้เลื่อนบริเวณสะดือ ไส้เสื่อนจากแผลผ่าตัด ไส้เลื่อนกระบังลม และบริเวณอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน แต่อาจพบได้น้อย

ผู้หญิงเป็นโรคไส้เลื่อนได้หรือไม่?

ทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเป็นโรคไส้เลื่อนได้หมด หากแต่ผู้ชายอาจมีความเสี่ยงมากกว่าเล็กน้อย จากการใช้ชีวิตโดยมีพฤติกรรมที่รุงแรงต่อผนังหน้าช่องท้องมากกว่าผู้หญิง

ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อน

สาเหตุที่ทำให้ผนังหน้าท้องขาดความแข็งแรง จนลำไส้ยื่นออกมาได้ มีดังนี้

1.มีความผิดปกติของช่องท้องมาตั้งแต่กำเนิด อาจขาดกล้ามเนื้อท้องช่องบางส่วน ทำให้ลำไส้เลื่อนตัว ยื่นออกมานอกช่องท้อง บริเวณระหว่างช่องท่องกับลูกอัณฑะได้มากกว่าคนอื่นๆ

2.อายุที่มากขึ้น อาจทำให้ผนังหน้าท้องเสื่อมลง จนขาดความแข็งแรง และลำไส้ยื่นออกมานอกช่องท้องได้

3.เกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงกับหน้าท้อง จนทำให้ผนังหน้าท้องบาดเจ็บ หรือเกิดความเสีบหาย

4.มีภาวะแรงดันในช่องท้องสูง จากการออกแรงยกของหนัก ไอหรือจามอย่างหนักบ่อยๆ เบ่งอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นประจำ จนทำให้มีแรงดันในช่องท้องบ่อยๆ เป็นสาเหตุให้ผนังช่องท้องด้านหน้าถูกทำลายอย่างช้าๆ

5.ผนังช่องท้องมีความอ่อนแอหลังการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพราะเนื่อเยื่อในช่องท้องยังบอบบาง และขาดความยืดหยุ่น หากแผลผ่าตัดเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนมากขึ้น

6.สูบบุหรี่

7.เป็นโรคอ้วน

ดังนั้นการไม่สวมกางเกงใน ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไส้เลื่อนแต่อย่างใด

โรคไส้เลื่อน มีอาการอย่างไร?

– ปวดบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน ปวดแบบตื้อๆ หน่วงๆ และเป็นๆ หายๆ

– บางรายอาจไม่มีอาการปวดเลย แต่พบก้อนเนื้อนูนๆ ออกมาบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน

โรคลำไส้เลื่อน อันตรายมากไหม?

ในกรณีที่เป็นโรคไส้เลื่อน และมีอาการปวดเฉียบพลัน อาจอยู่ในภาวะลำไส้ขาดเลือด อาจต้องทำการผ่าตัดโดยทันที หากปล่อยให้มีอาการลำไส้ขาดเลือดนานๆ อาจทำให้ลำไส้เกิดเนื้อตายและเน่า จนเกิดภาวะแทรกซ้อน ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้

โรคไส้เลื่อน วิธีป้องกันอย่างไร?

1.ควบคุมร่างกายไม่ให้มีแรงดันภายในช่องท้องมากเกินไป โดยหยุดอาการไอและจามเรื้อรัง และไม่ออกแรงยกของหนักเกินกำลังอยู่บ่อยๆ

2.ระมัดระวังไม่ออกกำลังกาย โดยทำให้ผนังช่องท้องด้านหน้าเกิดอาการบาดเจ็บอยู่บ่อยๆ

3.หากเพิ่งผ่าตัด ควรงดการออกกำลังกายหนักๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง

4.รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

5.รัปประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ที่เพิ่มกากใยอาหาร เพื่อลดอาการท้องผูก

6.หากมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องผูกบ่อย ปวดท้อง หรือพบก้อนเนื้อนูนผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด

จริงหรือไม่? นอนให้น้ำเกลือ ทำให้บวม-อ้วน

เจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาลเมื่อไร ก็ต้องโดนให้น้ำเกลือทุกครั้ง แต่มีความเชื่อกันอยู่ว่า การนอนให้น้ำเกลือ ทำให้เราบวม หรืออ้วนขึ้น เรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน ไปฟังคำตอบ กันค่ะ

น้ำเกลือ คืออะไร?

น้ำเกลือ คือของเหลวที่ประกอบด้วยน้ำ วิตามิน กลูโคส และเกลือแร่ ในบางครั้งอาจมีการใส่ยาลงไปด้วย เพื่อการรักษาผู้ป่วยในบางกรณี

น้ำเกลือจะถูกปรับให้เข้มข้นใกล้เคียงกันกับเลือดของคนเราให้มากที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ป่วยเอง

ให้น้ำเกลือ เพื่ออะไร?

ตามปกติแล้ว ในร่างกายของผู้ป่วยจะมีการสูญเสียน้ำอยู่แล้ว หากผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำ รับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่โดยปกติแล้วผู้ป้วยที่นอนโรงพยาบาลมักมีอาการที่ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือลำบากมากยิ่งขึ้น เช่น มีอาการอาเจียน ท้องเดิน ไข้สูง หรือเสียเลือดจากอุบัติเหตุ น้ำเกลือจึงเป็นสารอาหารทดแทนในยามที่ผู้ป่วยอาจทานอาหารได้น้อยลง

การให้น้ำเกลือ ทำให้บวม-อ้วนขึ้น จริงหรือ?

ผู้ป่วยที่โดนให้น้ำเกลือ อาจรู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น แต่จะเป็นอาการแค่ในชั่วขณะนั้นแค่เพียงช่วงเดียวสั้นๆ เมื่อร่างกายกลับมาทำงานตามปกติ อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการขับน้ำออกจากร่างกายทำงานตามปกติ ร่างกายก็จะกลับมาเข้าสู่สภาพปกติได้ในเวลาไม่นาน

แต่หากอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับน้ำออกจากร่างกายทำงานได้ไม่ปกติ อาจทำให้ผู้ป่วยท่านนั้นมีอาการบวมน้ำได้ แต่โดยปกติทั่วไปหากอยู่ในความดูแลของแพทย์ และพยาบาลตลอดการรักษาที่โรงพยาบาล ผู้ป่วยจะได้รับการดูแล ปรับระดับการให้น้ำเกลืออย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันอาการบวมน้ำอยู่แล้ว

โดยเฉลี่ยแล้ว น้ำเกลือส่วนที่เหลือในร่างกาย จะถูกกำจัดออกไปภายใน 24 ชั่วโมง

คราวนี้ถ้าจะต้องนอนโรงพยาบาล แล้วโดนให้น้ำเกลือ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้บวมหรืออ้วนกันอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ

กระทรวงอุตฯแจงนายกคืบหน้าแผนEEC

กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานคืบหน้าแผนEEC ให้นาบยกฯรับทราบ เตรียมประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่ มี.ค. – ตั้งเป้าลงทุน S-curve ปีนี้ 142,000 ล้าน

นายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้รายงานความคืบหน้าให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับทราบ ในการการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2560 เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยขณะนี้ได้มีการจัดตั้งสำนักงานประจำอยู่ที่อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการอีอีซีแล้วเสร็จ โดยในช่วงเดือนมี.ค.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการอีอีซี ชุดใหญ่ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ขณะที่การร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คาดจะประกาศใช้อย่างช้าภายในครึ่งปีแรกของปี 2560 มั่นใจว่าจะเห็นการลงทุนจริงอย่างชัดเจนในปี 2561 อีกทั้งที่ผ่านมาตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (วัน สต๊อป เซอร์วิส) ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี รองรับไว้แล้วด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการที่มีศักยภาพผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่น้อยกว่า 9,070 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก 75,200 ล้านบาท และโครงการศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ได้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2561 ซึ่งในระยะที่ 1 เป็นการสร้างสนามทดสอบยางล้อ UN R117 จัดซื้อครุภัณฑ์สำหรับการทดสอบ รวมถึงติดตั้งเครื่องมือทดสอบ ส่วนงบประมาณระยะที่ 2 จะเป็นศูนย์การทดสอบยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งที่ประชุมได้แสดงความเห็นและมีการเสนอแนวคิดให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับสนามทดสอบให้เป็นสนามแข่งขันรถยนต์ภายใน 5 ปีนับจากนี้

นอกจากนี้ นายสมชาย ยังเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2560 ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า กระทรวงได้รายงานความคืบหน้าการปรับบทบาทและโครงสร้างกระทรวง แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จะเรียบร้อยภายในครึ่งปีแรกของปี 2560 ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันที ส่วนระยะที่ 2 จะเสร็จสิ้นภายในปี 2562 ที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายเดิมและออกกฎหมายใหม่ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม พร้อมรายงานถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโรงงานที่มีการร้องเรียนซ้ำซาก 39 โรงงาน ที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำสายหลัก ตามที่นายกรัฐมนตรีได้กำชับ โดยนายกรัฐมนตรีมีความพอใจกับผลการดำเนินการ ซึ่งได้มีการปิดกิจการแล้ว 4 โรงงาน และหยุดกิจการจนกว่าปรับปรุงแล้วเสร็จ 10 โรงงาน พร้อมได้ตรวจสอบโรงงานทั่วไปในปีที่ผ่านมาแล้ว 1,800 โรงงาน ปิดปรับปรุง 150 โรงงาน และปีนี้จะดำเนินกทารตรวจสอบเพิ่มมอีก 1,400 โรงงาน ขณะที่ในปี 2559 ได้เร่งรัดลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve จำนวน 1,219 ราย มูลค่าลงทุน 135,000 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ 142,000 ล้านบาท ซึ่งกระทรวงได้เตรียมพื้นที่รองรับการลงทุนใหม่ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา รวมกว่า 180,000 ไร่ พร้อมเตรียมงบประมาณเชิงบูรณาการปี2560 จำนวน 6,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและศึกษาในพื้นที่ EEC

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง” ลดน้ำหนัก-เบาหวาน-มะเร็ง


เทรนด์อาหารคลีนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องข้ามปี และน่าจะยังอยู่กับหนุ่มสาวชาวไทยไปอีกนาน ใครที่ซื้ออาหารคลีนทาน หรือว่าทำอาหารคลีนทานเอง น่าจะเคยเห็นวัตถุดิบอันเลอค่านี้อยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ “ฟักทอง” นั่นเอง ทำไมอาหารคลีนส่วนใหญ่ถึงต้องมีฟักทอง แล้วฟักทองมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”

1.ฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุง และรักษาสายตา

2.มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง

3.บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น

4.เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

5.ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน

6.ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก

7.ป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ

8.ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง

9.ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย

10.ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว

วิธีทานฟักทองให้ได้ประโยชน์มากที่สุด

ฟักทองไม่ได้มีดีแค่เนื้อฟักทองสีเหลืองทองนะคะ เมล็ดฟักทองเองก็ช่วยคลายเครียดได้ดี น้ำมันฟักทองก็ช่วยบำรุงประสาท หรือแม้แต่เปลืองของฟักทองยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลืดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดังนั้นลองทานฟักทองจากหลายๆ ส่วนดู และหากจะหั่นเนื้อฟักทองมาประกอบอาหาร อาจจะเหลือเปลือกบางๆ เอาไว้ทานกรุบๆ บ้างก็ได้

นอกจากนี้ ใครที่อยากทานฟักทองเพื่อลดความอ้วน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ก็อย่าเผลอทานฟักทองแกงบวด ฟักทองสังขยาล่ะ เพราะเป็นขนมที่มีน้ำตาลสูง แนะนำให้ต้ม หรือนึ่งทาน ปั่นทานกับผักผลไม้อื่นๆ หรือทำซุปฟักทอง ฟักทองผัดไข่ทานเป็นอาหารคาวน่าจะดีกว่าค่ะ