ตบรางวัล! หงส์จับ “ลัลลาน่า” ต่อสัญญาถึงปี 2020

“หงส์แดง”ลิเวอร์พูล แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จัดการต่อสัญญากับ อดัม ลัลลาน่า กองกลางดีกรีทีมชาติอังกฤษ ออกไปจนถึงปี 2020 หลังทำผลงานได้น่าประทับใจ

ดาวเตะวัย 28 ปี ย้ายจาก “นักบุญ”เซาแธมป์ตัน ทีมในพรีเมียร์ลีกอีกราย มาอยู่กับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2014 ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ โดยลงเล่นในพรีเมียร์ลีกให้ “หงส์แดง” ไปแล้ว 81 นัด ยิงได้ 16 ประตู

รายงานข่าวระบุว่า สัญญาใหม่นี้จะทำให้ลัลลาน่ารับค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 110,000 ปอนด์ พร้อมกับมีเงื่อนไขขยายเพิ่มให้อีก 1 ปีในอนาคตด้วย

ลัลลาน่าเปิดเผยว่า “ผมรู้สึกภูมิใจมาก แถมยังเขินเล็กน้อยกับการแสดงความเชื่อมั่นจากสโมสรและผู้จัดการทีมถึงตัวผม ซึ่งผมไม่สามารถคิดถึงสโมสรที่น่าผูกมัดอนาคตด้วยมากกว่านี้อีกเลย”

เซบีย่าเฉือนจิ้งจอก – ปอร์โต้ 10 คนพ่ายยูเว่ศึกแชมเปียนส์ ลีก


การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เซบีย่า จากสเปน ดีกรีแชมป์เก่ายูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่แล้ว เปิดสนามเอสตาดิโอ รามอน ซานเชซ ปิซฆวน รับการมาเยือนของ “สุนัขจิ้งจอก”เลสเตอร์ จากอังกฤษ

เกมนี้เจ้าถิ่นส่ง สเตฟาน โยเวติช, ปาโบล ซาราเบีย, บิโตโล่ ลงประสานงานกันในเกมรุก ส่วนทีมเยือนมี เจมี่ วาร์ดี้, ริยาด มาห์เรซ, แดเนียล ดริงก์วอเตอร์ เป็นแกนหลัก

เริ่มเกมมา 14 นาที เซบีย่าพลาดโอกาสทอง หลังได้จุดโทษจากจังหวะที่ เวส มอร์แกน ไปเสียบใส่ โยอากิน คอร์เรอา ซึ่งคอร์เรอาลุกขึ้นมารับหน้าที่สังหารด้วยขวาไปทางซ้ายมือตัวเอง แต่กลับยิงเบาและไม่มุมพอ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เลยพุ่งไปตะครุบไว้ได้

นาที 25 มีประตูเกิดขึ้นจนได้ เซร์คิโอ เอสคูเดโร่ เปิดจากฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษ ปาโบล ซาราเบีย โขกย้อนมาชนเสาเข้าไปแบบสวยงาม เซบีย่าจึงออกนำ 1-0

จากนั้นยังเป็นเซบีย่าที่ครองเกมได้ดีกว่า แต่บวกสกอร์เพิ่มไม่ได้ จบครึ่งแรกเจ้าถิ่นจึงนำอยู่ที่ 1-0

ครึ่งหลังนาที 50 บิโตโล่ สบโอกาสหลุดไปซัดมุมแคบในเขตโทษ บอลพุ่งเรียดไปชนเสาแรกแล้วผ่านหน้าเส้นประตูออกไปนิดเดียว

นาที 62 เซบีย่าวางบอลยาวไปหน้าประตูเลสเตอร์ สเตฟาน โยเวติช โชว์ทักษะพักบอลลงมา ก่อนจะพาบอลเข้าเขตโทษแล้วม้วนตัวดีดต่อให้ โยอากิน คอร์เรอา เข้ามายิงในเขตโทษเสียบตาข่าย แก้ตัวจากที่พลาดจุดโทษได้สำเร็จ พร้อมส่งเจ้าบ้านนำห่าง 2-0

นาที 73 แดเนียล ดริงก์วอเตอร์ ได้บอลฝั่งซ้ายแล้วเปิดเรียดเข้ากลางไปถึง เจมี่ วาร์ดี้ แปเหน่งๆไม่พลาด ทีมเยือนไล่ตามมาเป็น 1-2

เวลาที่เหลือเซบีย่าพยายามพับสนามเพื่อยิงให้ทิ้งห่างอีกครั้ง แต่ทำไม่สำเร็จ จบเกมเซบีย่าจึงเฉือนชนะ 2-1 นัดสองจะไปเล่นบ้านเลสเตอร์วันที่ 14 มี.ค.

อาการ “ปั๊มติ๊กน้ำมัน” เสียดูอย่างไร?


“ปั๊มติ๊ก” เป็นระบบน้ำมันของเชื้อเพลิงใช้ตัดต่อกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนให้กับขดรวดแม่ เหล็กไฟฟ้า ทำให้แผ่นไดอะแฟรมขยับ ทำงานเชื่อมต่อเข้ากับชุดลิ้นปิด-เปิด จึงมีแรงดันและแรงดูด สูบ-จ่าย น้ำมันเชื้อเพลิง แต่เครื่องยนต์ปัจจุบันที่ใช้ระบบหัวฉีดมีความต้องการแรงดันที่สูงขึ้น จึงเปลี่ยนมาเป็นระบบปั๊มติ๊กไฟฟ้าโดยมีทั้งแบบ เรกกูเรเตอร์ (อยู่ในถังน้ำมัน) และแบบใช้ ECU เป็นตัวควบคุมแรงดันไฟฟ้ามี 40-50 psi

อาการ “ปั๊มติ๊ก” เสียส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้รถโดยเฉพาะการปล่อยให้ไฟสัญญาณเตือน น้ำมันหมดแสดงเป็นประจำ ซึ่งเป็นตัวทำลายให้ปั๊มติ๊กเสื่อมสภาพเร็ว เพราะปั๊มติ๊กเป็นชิ้นส่วนที่ต้องการน้ำมันมาหล่อเลี้ยงเพื่อป้องกันความ ร้อน และหากรถคุณจอดทิ้งไว้นานๆ ไม่ค่อยได้ขับแนะนำให้เติมน้ำมัน “เบนซิน” ที่ไม่มีส่วนผสมของเอทานอลจะดีกว่า

อาการ “ปั๊มติ๊ก” เสื่อมสภาพ

1. ไม่มีเสียงดัง ติ๊กๆ ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ (รถรุ่นเก่า)
2. รถสตาร์ทไม่ติด (เช็กแบตเตอรี่เต็ม ไดร์สตาร์ทดัง ฟิวส์ไม่ขาด)
3. สตาร์ทรถแล้วเครื่องยนต์กระตุก หรือเร่งไม่ขึ้น
4. เครื่องยนต์สะดุด ขณะขับรถที่ความเร็วคงที่
5. รถติดแก๊ส สตาร์ทน้ำมันไม่ติด สตาร์ทแก๊สติด

วิธีรักษา “ปั๊มติ๊ก” ไม่ให้เสื่อมเร็ว

1. ไม่ปล่อยให้ไฟระบบแสดงน้ำมันแจ้งเตือนบ่อย
2. เติมน้ำมันให้เกือบครึ่งถังอยู่เสมอ
3. รถติดแก๊ส หมั่นใช้ระบบน้ำมันบ่อยๆ

หากรถคุณแสดงอาการดังที่กล่าวมาแนะนำว่าให้เข้าไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านนี้ก่อนนะครับ เพราะระบบเชื้อเพลิงนั้นมีความสำคัญกับรถมากไม่แพ้ส่วนอื่นเลย หากไม่ชำนาญพอแก้ไขเองอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

7 พฤติกรรมทำร้าย “ไต” ทั้งที่ไม่ได้กินเค็ม!

หากพูดถึงโรคไต หลายคนคงคิดออกตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินว่า “เพราะทานเค็มมากเกินไป” แต่จะมาบอกว่า ไม่ใช่อาหารรสเค็มเท่านั้นที่เป็นสาเหตุของโรคไต คุณอาจยังไม่ทราบ และเผลอทำร้ายไตของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว!

1. ทานอาหารรสจัด

ไม่ใช่แค่รสเค็มจัด แต่อาหารรสจัดรวมไปถึง อาหารหวานจัด เผ็ดจัด หรือแม้กระทั่งมันจัด อาหารรสจัดทำให้ไตทำงานหนักขึ้น จึงมีส่วนทำให้เป็นโรคไตได้เช่นเดียวกันกับอาหารรสเค็ม

2. ไม่ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกายเป็นสาเหตุของหลายๆ โรค ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ เส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และอื่นๆ รวมไปถึงโรคไตด้วยเช่นกัน

3. ดื่มน้ำน้อย หรือมากเกินไป

การดื่มน้ำน้อยเป็นสาเหตุของหลายๆ โรคเช่นกัน (อ่าน 6 โรคร้ายถามหา ถ้า “ดื่มน้ำน้อย”) รวมไปถึงโรคไตด้วย เพราะไตฟอกของเสียในร่างกาย และต้องใช้น้ำเป็นตัวพาไปสู่การกรองของไตจนกลายเป็นปัสสาวะ หากดื่มน้ำมากเกินไป ไตก็จะทำงานหนักเกินไป แต่หากดื่มน้ำน้อยมากเกินไป (ซึ่งมีโอกาสมากกว่า) ก็จะทำให้ปัสสาวะมีสีเข้ม ซึ่งไม่ดีต่อไต และกระเพาะปัสสาวะด้วย

4. ทำงานหนักเกินไป

เชื่อหรือไม่ว่าการทำงานหนักก็เป็นสาเหตุของโรคไตด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อร่างกายขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ อวัยวะภายในร่างกายก็จะไม่ได้รับการฟื้นฟู และซ่อมแซมตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยเช่นเดียวกัน เมื่ออวัยวะที่คอยฟอกของเสียในร่างกายอย่างไตไม่ได้หยุดทำงาน ก็อาจทำให้ไตเสื่อมสภาพลงได้ง่าย

5. ความเครียด

ความเครียดมักมาพร้อมกับการทำงานหนัก หากเครียดมากๆ ร่างกายก็จะพักผ่อนได้ไม่เต็มที่เช่นเดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเราเครียด เราจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าร่างกาย เพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ไม่เต็มที่ และไตก็เป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากความเครียดด้วยเช่นกัน

6. ทานอาหารสำเร็จรูป

แม้ว่าคุณอาจจะบอกว่าไม่ใช่คนทานเค็ม แต่หากคุณใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวกล่องในร้านสะดวกซื้อ อาหารกระป๋องต่างๆ หรือแม้กระทั่งน้ำอัดลม โซดา และเครื่องดื่มบางประเภท คุณจะได้รับโซเดียมเข้าไปในร่างกายในปริมาณสูงโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นทานให้น้อยลงหน่อยนะ

7. ความดันโลหิตสูง

หากใครมีอาการความดันโลหิตสูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นโรคไตตามมาด้วย เพราะหากปล่อยให้เป็นความดันสูงต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รีบรักษา ความดันโลหิตสูงนี้จะทำลายเส้นเลือดที่ไต ทำให้ไตถูกทำลาย หรืออาจเรียกว่าเป็น “ไตวายชั่วคราว”

รู้อย่างนี้แล้ว ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว ก่อนที่จะเป็นโรตไตแล้วต้องไปฟอกไตทุกวันนะคะ ขอบอกเลยว่าไม่สนุกแน่ๆ

แรงงานเตือนนายจ้างต่อใบอนุญาตต่างด้าว

กระทรวงแรงงาน เตือนนายจ้างกิจการประมงทะเล เร่งหาแรงงานต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าวให้แล้วเสร็จใน 31 มีนาคม พบลักลอบทำงานปรับสูงสุด 100,000 บาท

นายวรานนท์ ปีติวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ในกลุ่มที่ใบอนุญาตหมดอายุ วันที่ 31 มกราคม 2560 และวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งเปิดดำเนินการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2560 โดยใบอนุญาตทำงานที่ต่อให้จะหมดอายุในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เท่ากันทุกคน ซึ่งขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวมาต่อใบอนุญาตทำงานแล้ว 12,330 คน แบ่งเป็นแรงงานต่างด้าวในกิจการประมงทะเล 8,042 คน เป็นสัญชาติเมียนมา 6,017 คน กัมพูชา 1,844 คน ลาว 181 คน นายจ้าง 1,310 ราย แรงงานต่างด้าวในกิจการแปรรูปสัตว์น้ำ 4,288 คน เป็นสัญชาติเมียนมา 4,182 คน กัมพูชา 76 คน ลาว 30 คน นายจ้าง 276 ราย

สำหรับแรงงานประมงที่ไม่สามารถเข้าฝั่งได้ทันตามกำหนด ให้นายจ้างยื่นบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าว ณ สำนักงานจัดหางานจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล ภายในกำหนดก่อนและเมื่อแรงงานต่างด้าวเดินทาง กลับเข้าฝั่ง ให้ไปตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ รายงานตัว และขออนุญาตทำงานให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน หากพ้นกำหนดแล้ว ตรวจสอบพบว่านายจ้างจ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถูกดำเนินคดี มีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน ขณะที่แรงงานต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด 22 จังหวัดชายทะเล สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

ไทยออยล์รายงานราคาน้ำมันดิบทรงตัว

ไทยออยล์ รายงานราคาน้ำมันดิบทรงตัว กังวลอุปทานเพิ่มและสต๊อกสูง เวสต์เท็กซัส อยู่ที่ 53.40 เหรียญ ขณะที่เบรนท์ 55.81 เหรียญ

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์น้ำมันปิดตลาดประจำวันที่ 17 ก.พ. 2560 น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสปรับเพิ่มขึ้น 0.04 อยู่ที่ 53.40 เหรียญ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.16 เหรียญ มาอยู่ที่ 55.81 เหรียญ โดยราคาน้ำมันดิบทรงตัว ซึ่งได้รับแรงกดดันจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้น และปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงหนุนจากข่าวการลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบของผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ทั้งในและนอกกลุ่ม

ด้าน Baker Hughes รายงานจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 17 ก.พ. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 6 แท่น มาอยู่ที่ 597 แท่น แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 58 และถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเป็นเวลา 5 สัปดาห์ติดต่อกัน

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) เผย ปริมาณน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันลดกำลังการผลิตลงและความต้องการใช้น้ำมันเบนซินลดลง ความหวังว่ากลุ่มโอเปกจะปรับลดกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้

ด้าน CFTC รายงานว่า ผู้จัดการกองทุนมีปริมาณการถือครองสัญญาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดซื้อขาย NYMEX สุทธิ (Net Long Position) ปรับเพิ่มขึ้น 12,839 สัญญา มาอยู่ที่ 432,594 สัญญา

การท่าเรือฯปลื้มผลงานไตรมาสแรกปีงบ60

ผอ.การท่าเรือฯ เผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรก ปีงบประมาณ 2560 ภาพรวมขยายตัวดีเทียบจากปีก่อน คาด เศรษฐกิจโลกโต 3.4%

ร.อ.สุทธินันท์ หัตถวงษ์ ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานให้บริการเรือ สินค้า และตู้สินค้าผ่านท่าเรือกรุงเทพฯ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือระนอง ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 โดยเปรียบเทียบกับปีก่อน พบว่า ท่าเรือกรุงเทพฯ เรือเทียบท่า 750 เที่ยว ลดลง 6.4% สินค้าผ่านท่า 5.241 ล้านตัน ลดลง 0.5% ตู้สินค้าผ่านท่า 0.377 ล้าน ทีอียู ลดลง 1.9% แหลมฉบังเรือเทียบท่า 3,290 เที่ยว เพิ่มขึ้น 4.5% สินค้าผ่านท่า 21.013 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 9.0% ตู้สินค้าผ่านท่า 1.917 ล้าน ทีอียู เพิ่มขึ้น 9.5% ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน เรือเทียบท่า 581 เที่ยว ลดลง 30.3% สินค้าผ่านท่า 46,608 ตัน ลดลง 2.4%ท่าเรือเชียงของ เรือเทียบท่า 191 เที่ยว ลดลง 17.7% สินค้าผ่านท่า 19,015 ตัน ลดลง 7.9% ท่าระนองเรือเทียบท่า 53 เที่ยว ลดลง 32.1% สินค้าผ่านท่า 9,113 ตัน ลดลง 80.8%

สำหรับปี 2560 เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แต่ความไม่แน่นอนจากทั้งปัญหาหนี้สะสมทั่วโลก และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกไม่เติบโตตามที่คาดไว้ได้ ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวได้ดีขึ้นในปี 2560 โดยจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.4 มีเพียงประเทศในยุโรปและจีนเท่านั้นที่ส่วนภาคอุตสาหกรรมมีการคาดการณ์ว่าการค้าทางทะเลและอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าทางทะเลจะขยายตัวได้ดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา กทท. มีผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าในทุกด้าน โดยเรือเทียบท่า ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.3 สินค้าผ่านท่าขยายตัวร้อยละ 6.9 และตู้สินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 คาดว่า เมื่อสิ้นปีงบประมาณ กทท. จะมีตู้สินค้าผ่านทั้งสิ้นประมาณ 9.0 ล้าน ทีอียู

บล.ทิสโก้คาดหุ้นแกว่งไซด์เวย์อิงแดนบวก

บล.ทิสโก้ คาด ภาวะตลาดหุ้นไทยแนวโน้มแกว่งไซด์เวย์ อิงแดนบวก ลุ้น GDP งวด Q4/59 ของไทยออกมาดีกว่าคาด, ต่างชาติซื้อหนุนตลาด

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ คาด แนวโน้มดัชนีเช้านี้จะแกว่ง Sideway up ขณะที่ตลาดติดตามการแถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) งวดไตรมาส 4/59 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ในเช้าวันนี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์จะเติบโต 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ในส่วนทิสโก้ คาดว่าตัวเลขจีดีพี ในไตรมาส 4/59 จะเติบโต 3.5% จากงวดปีก่อน ซึ่งเป็นปัจจัยให้ราคาหุ้นตอบรับในทางบวกได้

นอกจากนี้ การประกาศผลประกอบการของ บจ.ขนาดใหญ่ ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะ PTT ที่ออกมาดีกว่าคาดการณ์ และล่าสุด IVL และ AMATA ที่ประกาศผลประกอบการออกมาก็ดีกว่าตลาดคาดการณ์ น่าจะมีส่วนช่วยบรรยากาศการลงทุนโดยรวม นอกจากนี้ ค่าเงินดอลลาร์เริ่มกลับมาอ่อนค่า และเงินบาททรงตัวได้ ขณะที่เริ่มเห็นการเข้ามาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในช่วง 2 วันติดต่อกันนั้น นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อตลาดหุ้นไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นไทยจะไม่มากนัก เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันนี้ (20 ก.พ.) เนื่องในวันประธานาธิบดี ทำให้ขาดตัวเลขบ่งชี้ถึงทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะต่อไป รวมถึงตลาดยังรอติดตามนโยบายจากทางสหรัฐฯ ด้วย ส่วนการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ ยูโรกรุ๊ป ในวันนี้ เพื่อหารือในประเด็นกว้างๆ ซึ่งรวมถึงการทบทวนการปรับนโยบายเศรษฐกิจรอบที่สองของกรีซ จะยังไม่มีน้ำหนักต่อตลาดในช่วงนี้

พร้อมให้แนวรับ 1,575 จุด และแนวต้าน 1,585 จุด

พาณิชย์เร่งผลักดันมันสำปะหลังออก ตปท.

กระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันมันสำปะหลังออกต่างประเทศ เจรจาการค้าไทย – อินเดียสร้างมูลค่ากว่า 790 ล้านบาท

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการนำคณะผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ของอินเดีย จำนวน 5 บริษัท มาเจรจาสั่งซื้อผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลังจากผู้ผลิต/ ผู้ส่งออกไทย ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างมูลค่าการสั่งซื้อรวมกว่า 790 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าสั่งซื้อทันที 571 ล้านบาท และสั่งซื้อใน 1 ปี อีกกว่า 219 ล้านบาทโดยกระทรวงพาณิชย์ จะมีการสนับสนุนให้มีการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังออกไปยังตลาดต่างประเทศให้ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์

ในขณะที่ การค้าระหว่างไทย – อินเดีย ในปี 2559 มีมูลค่ากว่า 7,723 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการส่งออกไปอินเดียมูลค่า 5,154 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และนำเข้ามูลค่า 2,569 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี” หน้าใส-ต้านมะเร็ง

ช่วงนี้หากเดินตามตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ต หลายคนอาจจะเห็นผลไม้หน้าตาน่าทานอยู่ชนิดหนึ่ง หลายคนน่าจะรู้จักกันดีว่ามันคือ “กีวี” ที่มีเปลือกบางๆ สีน้ำตาล และเนื้อข้างในเป็นสีเขียว หรือสีเหลือง (แล้วแต่พันธุ์) เจ้ากีวีที่ดูเหมือนเป็นผลไม้เมืองนอกอาจไม่ค่อยได้รับความนิยมนักหากเป็นเมื่อก่อน เพราะราคาค่อนข้างสูง แต่ตอนนี้ราคาเอื้อมถึงกันได้ง่ายๆ แล้ว ทำให้คนไทยได้ลองลิ้มชิมรสเจ้ากีวีแสนอร่อยนี้กันได้มากขึ้น อยากเชียร์ให้ทานกันเยอะๆ ค่ะ เพราะประโยชน์มีมากจนน่าตกใจเลยล่ะ

8 ประโยชน์ล้ำเลิศของ “กีวี”

1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค และแบคทีเรียต่างๆ ได้ดีขึ้น

2. กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวหนังเต่งตึง เปล่งปลั่ง

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใสแล้ว ยังต้านมะเร็งได้อีกด้วย

4. ผิวดีขึ้นแบบ X3 เมื่อกีวีเต็มไปด้วยมิตามินอี ที่ช่วยบำรุงให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น ไม่แห้งกร้าน

5. ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

6. มีใยอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย

7. ชะลอวัย และป้องกันโรคสมองเสื่อม

8. ช่วยให้อาการหอบหืดดีขึ้น

เห็นประโยชน์มากมายขนาดนี้แล้ว วันนี้ลองออกไปเลือกซื้อกีวีในร้านใกล้บ้านของคุณดูนะคะ รับรองว่ารสชาติก็ดีไม่แพ้ประโยชน์มากมายที่มีแน่นอนค่ะ