ธอส.ลุยแจกถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ – ลดดอก เงินงวดช่วยลูกหนี้

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ลงพื้นที่แจกจ่ายถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยและลูกค้าธนาคาร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และคืนความสุขในบ้านให้ประชาชนกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด พร้อมเตรียมส่งเจ้าหน้าที่สาขาสำรวจความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย เพื่อให้ความช่วยเหลือสร้าง – ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลด

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ ธอส.ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งมีพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน นอกจากการจัดทำ 2 มาตรการทางการเงิน ได้แก่

ลดอัตราดอกเบี้ยและภาระหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบอุทกภัยภายใต้กรอบวงเงินรวม 500 ล้านบาทแล้ว ล่าสุดยังได้จัดสรรงบประมาณเร่งด่วน 1 ล้านบาท จัดทำถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยและลูกค้าธนาคาร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ และคืนความสุขในบ้านของประชาชนให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสิ่งของที่บรรจุอยู่ในถุงยังชีพของ ธอส. ล้วนเป็นเครื่องอุปโภค-บริโภคคุณภาพดีที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงประสบปัญหาอุทกภัย อาทิ ปลากระป๋อง น้ำดื่ม สบู่ และกระดาษชำระ โดยจะมีการลงพื้นที่แจกจ่ายและจัดส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ธนาคารยังเตรียมแผนส่งเจ้าหน้าที่สำรวจความเสียหายด้านที่อยู่อาศัย เพื่อให้ความช่วยเหลือสร้าง – ซ่อมแซม เพื่อฟื้นฟูบ้านให้กลับมามีสภาพเหมาะสมแก่การอยู่อาศัยภายหลังน้ำลดต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินงานตามนโยบายแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือ CSR ของธนาคาร

สำหรับมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่ธนาคารประกาศไปก่อนหน้านี้ตาม “โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560” ภายใต้กรอบวงเงินรวม 500 ล้านบาท แบ่งเป็น

มาตรการที่ 1 สำหรับลูกค้าเดิมของ ธอส. กรณีหลักประกัน(ที่อยู่อาศัยที่จดจำนองกับธนาคาร)ได้รับผลกระทบ ธนาคารจะลดภาระดอกเบี้ยและเงินงวดผ่อนชำระ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก เดือนที่ 4-12 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.50% ต่อปี ปีที่ 2 อัตราดอกเบี้ย MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 3 อัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี และปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญาเงินกู้กรณีลูกค้าสวัสดิการ ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี กรณีลูกค้ารายย่อยทั่วไป ดอกเบี้ยเท่ากับ MRR-0.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. อยู่ที่ 6.75% ต่อปี)

มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าเดิมของ ธอส. ที่อาคารหรือบ้านได้รับความเสียหายสามารถขอกู้เพิ่ม หรือ กู้ใหม่ เพื่อปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม หรือกู้ซ่อมแซมอาคารที่ได้รับความเสียหาย คิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้คงที่ 3.00% ต่อปี นาน 3 ปี หลังจากนั้น กรณีลูกค้าสวัสดิการ คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-1.00% ต่อปี ส่วนลูกค้ารายย่อย คิดอัตราดอกเบี้ย MRR-0.50% ต่อปี

โดยธนาคารกำหนดวงเงินให้กู้ต่อรายไว้ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อ 1 หลักประกัน ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วม“โครงการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2560” จะต้องเป็นลูกหนี้เดิมของ ธอส. หรือลูกค้าใหม่ ซึ่งที่อยู่อาศัยเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรส และได้รับความเสียหายจากการประสบอุทกภัย ทั้งนี้ ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อได้ที่สาขาของธนาคารอาคารสงเคราะห์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center) โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th และ Facebook fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์

คลัง-ธนาคารออกมาตรการ “พักชำระหนี้-สินเชื่อซ่อมบ้าน” ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้

ธนาคารและภาครัฐเร่งออกมาตรการช่วยเหลืออุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อลดความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบภัย

1.ธนาคารกรุงไทย ได้ออกมาตรการผ่อนชำระหนี้เงินกู้และลดดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม

2.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ได้ประกาศพักชำระหนี้ชั่วคราวหลังน้ำลด โดยได้นำเงินจากกองทุนภัยพิบัติและภัยธรรมชาติของธนาคาร จำนวน 22 ล้านบาท มาช่วยเหลือผู้ประสบภัย

3.ธนาคารออมสิน มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าชั้นดี โดยให้ปลอดชำระหนี้เงินต้น 2 – 3 ปี กับกลุ่มลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ และให้พักเงินต้นแล้วจ่ายดอกเบี้ย ร้อยละ 50 ระยะเวลา 3 ปี กับลูกหนี้ที่มีหลักประกัน และ 2 ปี กับลูกหนี้ ที่ไม่มีหลักประกัน

4.ธนาคารกสิกรไทย ออกประกาศพักชำระเงินต้น ให้จ่ายเฉพาะดอกเบี้ย นานสูงสุด 12 เดือน รวมถึงต่ออายุลูกค้าที่ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือวงเงินเทรดไฟแนนซ์ที่ครบกำหนด ออกไปอีก 1 รอบ

5.ธนาคารอาคารสงเคราห์ (ธอส.) ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเก่าและใหม่ ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมภาคใต้ 2 มาตรการ คือ หากเป็นลูกค้าเดิมจะงดคิดดอกเบี้ย 3 เดือนแรก ส่วนเดือนที่ 4 – 12 คิดอัตราดอกเบี้ย MRR -2.50 ต่อปี จากปัจจุบัน MRR อยู่ที่ร้อยละ 6.75

นอกจากนี้ ยังออกสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ร้อยละ 3 ต่อปี นาน 3 ปี ให้กับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่บ้านเสียหายจากน้ำท่วม เพื่อกู้ไปปลูกสร้างทดแทนหลังเดิมและกู้ซ่อมแซม วงเงินต่อรายไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อ 1 หลักประกัน

ขณะที่ กระทรวงการคลังได้ขยายวงเงินทดลองราชการจากจังหวัดละ 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท รวม 9 จังหวัด ที่ประสบภัย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ใช้เงินทดลองจ่ายเป็นกรณีพิเศษ

“ไม่ทานแป้ง” ความเชื่อผิดๆ ของคนอยากลดความอ้วน

“ไม่กินข้าวนะ กำลังไดเอตอยู่” ประโยคนี้คุ้นๆ ไหมคะ คุณอาจจะเป็นคนพูดเอง หรืออาจจะได้ยินคนใกล้ตัวพูดกันอยู่บ่อยๆ ไม่กินข้าวในที่นี้ เป็นไปได้ทั้งการ “ไม่กินข้าว แต่กินเกาเหลา สุกี้ ยำ ส้มตำ ฯลฯ” ไปจนถึง “งดมื้ออาหาร” ไปเลย บางคนทำแล้วได้ผล แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้โชคดีเสมอไป หากไม่ทานแป้งเลยจะมีผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง

แป้งนั้น สำคัญไฉน?

แป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต เป็นหนึ่งในอาหาร 5 หมู่ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน โดยคาร์โบไฮเดรตเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแปลงเป็นน้ำตาลกลูโคส มีหน้าที่คอยให้พลังงานแก่ร่างกาย ไม่ว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ยืน เดิน วิ่ง ทำงาน ออกกำลังกาย ทุกกิจกรรมล้วนแล้วแต่ต้องการพลังงานทั้งสิ้น ดังนั้นหากร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ อาจทำให้เราขาดพลังงานในการทำกิจกรรมดังกล่าว ไม่เรี่ยวแรง สมองไม่แล่น เหนื่อยง่าย หรืออาจถึงขั้นโหยหิว มือสั่น อยากทานอะไรหวานๆ อาการคุ้นๆ ไหม ใครที่หักดิบอดข้าวไปสักพักหลายคน อาจเคยมีอาการคล้ายๆ กันนี้มาแล้ว

อันตรายจากการขาดคาร์โบไฮเดรต

หากเราไม่ทานแป้ง หรือน้ำตาลเลย อะไรจะเกิดขึ้น? แน่นอนว่าอันดับแรกคือ ร่างกายจะไม่มีเรี่ยวแรงในการทำกิจกรรมต่างๆ ขาดพลังงานในการดำรงชีวิต ร่างกายอาจพยายามหาแหล่งพลังงานมาเผาผลาญแทนคาร์โบไฮเดรต โดยการดึงไขมัน และโปรตีนมาเผาผลาญแทน แต่ในเมื่อไขมัน และโปรตีนเป็นตัวที่ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ สร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง หากโดนดึงมาเผาผลาญพลังงานแทนคาร์โบไฮเดรตอยู่เรื่อยๆ กล้ามเนื้อก็อาจจะลีบแบน ร่างกายซูบผอม ผิวหนังเหี่ยวย่น

นอกจากนี้ เมื่อร่างกายขาดสารอาหารที่สำคัญไป ระบบการทำงานภายในก็จะเริ่มแปรปรวน ภูมิคุ้มกันเริ่มบกพร่อง ตับไตกระเพาะอาหารเริ่มทำงานผิดปกติ รวมไปถึงระบบโลหิต ต่อมน้ำเหลือง และอื่นๆ จึงอาจเป็นช่วงอันตรายที่หลายโรครุมเร้าได้ง่าย เพราะร่างกายจะอ่อนแอ เชื้อแบคทีเรีย และไวรัสอาจเข้ามาก่อโรคให้เราได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทานแป้งเท่าไรต่อวัน ถึงจะพอดี?

สำหรับใครที่ยังอยากลดความอ้วน ลดน้ำหนัก อย่างปลอดภัย ไร้โรค ยังคงต้องจำกัดปริมาณในการทานแป้งนั่นแหละถูกแล้ว แต่ไม่ควรงดทานเลย 100% ควรทานให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม เลืออกทานคาร์โบไฮเดรตที่ดีมีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ และไม่มากเกินไปจนเหลือไปสะสมเป็นชั้นไขมันหนาๆ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

คาร์โบไฮเดรตที่แนะนำ คือ ข้าวที่ไม่ได้รับการขัดสี หรือขัดสีน้อย เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ขนมปังที่ไม่ฟอกขาว เช่น ขนมปังโฮลวีท รวมไปถึงผักผลไม้ที่มีรสหวานน้อย กากใยอาหารเยอะ อย่างมันเทศ ข้าวโพด ก็ยังทานได้ และดีต่อร่างกาย แต่ควรควบคุมปริมาณไม่ให้มากจนเกินความจำเป็นต่อร่างกาย

คิดง่ายๆ คือใน 1 มื้อ ทานได้ 1 กำปั้นมือ ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ มื้อเย็นจะลดแป้งลงอีกสักนิด และเพิ่มเนื้อสัตว์ และผักผลไม้เข้ามาแทนก็ได้ แต่อย่าถึงกับงดทานแป้ง และน้ำตาลโดยสิ้นเชิง

แต่ถ้าต้องการที่จะลดปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่น่าจะส่งผลดีต่อร่างกาย คือ การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป โดยเราไม่ควรบริโภคเกินวันละ 6 ช้อน เพราะร่างกายจะนำน้ำตาลไปใช้ไม่ทัน ทำให้เกิดการสะสมไขมันในตับ ทำให้ตับอักเสบ และเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดตับแข็งได้ รวมทั้ง น้ำตาลที่เกินจะกลายเป็นไขมันที่สะสมอยู่ตามพุงของเรานั่นเอง

สิ่งสำคัญที่คนอยากผอมมักมองข้าม คือนอกจากการควบคุมปริมาณอาหารที่ทานในแต่ละวันแล้ว เราควรเผาผลาญพลังงานที่มีอยู่ออกไปด้วยการออกกำลังกาย ดังนั้นหากต้องออกกำลังกาย ร่างกายของเราจึงจำเป็นต้องมีพลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินด้วย ใครทำได้ตามนี้ รับรองว่านอกจากจะได้รูปร่างดีๆ กลับไปแล้ว ยังได้สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ไร้โรคภัยเป็นของแถมไปด้วยแน่นอน

น้ำอุ่นผสมเกลือ ดื่มทุกเช้า ดีต่อสุขภาพจริงหรือ?

บทความดูแลสุขภาพที่ส่งต่อๆ กันมาในโลกอินเตอร์เน็ต หลายครั้งที่ไม่ได้รับการยืนยันหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงแต่อย่างใด จึงทำให้หลายคนทำตาม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างเรื่องน้ำอุ่นผสมเกลือที่แนะนำให้ดื่มเพื่อล้างพิษทุกเช้า เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ จะเป็นอันตรายต่ร่างกายอย่างไรหรือไม่

ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือวันละช้อนชา … ระวัง ไม่ควรทำตาม

คือมีคนแชร์เรื่องนี้มาประมาณเดือนนึงแล้ว แนะนำว่าให้เอาเกลือมา 1 ช้อนชา นำไปผสมน้ำดื่มตอนเช้าให้ทำ 7 วันหรือดื่มไปเรื่อยๆ

อ้างว่า สามารถล้างพิษทั่วร่างกาย ฆ่าเชื้อโรคทั่วร่างกาย ทำให้ผิวสวย ปรับเอนไซม์ลำไส้ ทำให้ร่างกายได้รับน้ำชุ่มชื้น

ขอเตือนว่า “ไม่ควรทำตาม”

ในคำแนะนำทางการแพทย์คือ ในแต่ละวัน คนเราไม่ควรได้รับโซเดียมเกิน 2300 มิลลิกรัม

ปัญหาคือ คนไทยได้รับโซเดียมในแต่ละวัน เฉลี่ย 3000 มิลลิกรัม ซึ่งเกินขนาดที่แนะนำอยู่แล้ว ทั้งจากเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว และผงชูรส +/- สารกันบูด

เกลือแกง 1 ช้อนชา (5กรัม) มีโซเดียม ประมาณ 2300มิลลิกรัม

นั่นคือได้รวมเป็นวันละ 5300 มิลลิกรัมต่อวัน เกินเข้าไปกันใหญ่

ผลเสียของการได้เกลือมากเกินไป

1.ความดันโลหิตสูง : พอกินเข้าไป เกลือจะดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้ความดันขึ้นได้ , ทำให้เส้นเลือดต้องรับแรงดันเพิ่มขึ้น พอนานๆเลยเป็นความดันสูง

2.ไตวาย : พอเป็นความดันสูง แรงดันไปลงที่ไต

3.ในผู้หญิงผิวเต่งตึง เพราะบวมน้ำ : ถ้าไตขับเกลือทันก็ดีไป แต่ถ้าไตขับเกลือไม่ทัน บางคนผิวจะตึงบวมขึ้นโดยเฉพาะที่ขาของผู้หญิง (บางคนช่วงใกล้ประจำเดือน)

4.น้ำหนักขึ้น : อันนี้ขึ้นจากน้ำที่ติดค้างในร่างกายพร้อมเกลือ

5.หัวใจวาย น้ำท่วมปอด : ในผู้ป่วยที่การทำงานของไตและหัวใจไม่ดีมีปัญหา พอได้โซเดียมเกินมากๆ น้ำจะโดนดึงเข้าเส้นเลือดมากขึ้น หัวใจที่แย่อยู่แล้วปริ่มๆ ทำงานไม่ไหว มารพ.ด้วยน้ำท่วมปอดได้

ที่มาของความเข้าใจผิดนี้ไม่แปลกอะไร

คือพวกนี้มาจากมีคนไปเปิดตารางความต้องการสารอาหารในแต่ละวัน

พอเปิดเจอว่าโซเดียม อยู่ที่ 2300 มิลลิกรัม ก็คำนวณกลับมาเป็นเกลือแกง1ช้อนชา แล้วก็ไปแนะนำให้ชงดื่ม … โดยลืมไปว่าในแต่ละวันคนเราได้โซเดียมจากอาหารอยู่แล้ว