ผลไม้ฤดูฝน

1. เงาะ เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินซี น้ำตาล และมีสารอาหารอีกมาก เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม

ดีอย่างไร : เงาะมีสรรพคุณในการแก้บิด ท้องร่วง ท้องอืด ท้องเฟ้อ และแก้ไข้ ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถกินได้

ดีทั้งผล : เปลือกเงาะมีรสฝาด มีสารแทนนินใช้เป็นยาขับพยาธิ เมล็ดมีฤทธิ์ทำให้หลับ ถ้านำผลเงาะมาต้มแล้วนำน้ำที่ได้มาใช้เป็นยาแก้อักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการอักเสบในช่องปาก ข้อควรระวัง คือ เม็ดในของเงาะมีพิษแม้ว่าจะเอาไปคั่วจนสุกแล้ว แต่ถ้ากินมากเกินไปจะมีอาการปวดท้อง เวียนศีรษะ มีไข้ คลื่นไส้หรืออาเจียนได้

fru5

2. กระท้อน เนื้อกระท้อนอุดมด้วยวิตามินเอ ซี และบี 1 ฟอสฟอรัส แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต เหล็ก ไนอะซิน เส้นใย โปรตีน และมีสารแอนติออกซิแดนท์สูงที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ แก้กระหายน้ำ ลดอาการเจ็บคอ ป้องกันการเกิดมะเร็ง บำรุงโลหิต แก้ลมจุกเสียด

ดีทั้งต้น : ใบผสมน้ำต้มอาบขับเหงื่อ แก้ไข้ รักษาโรคผิวหนัง  รากใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ แก้ไข้มาลาเรีย แก้บิด แก้ท้องร่วง หรือตำกับน้ำและน้ำส้มสายชู ดื่มแก้ท้องเดิน และช่วยขับลม

fru6

3. น้อยหน่า (Sugar apple / Custard apple) เนื้อน้อยหน่าอุดมไปด้วยโปรตีน ไขมัน น้ำตาล วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ช่วยให้ชุ่มคอ เป็นยาระบายอ่อนๆ

ดีทั้งต้น : เมล็ดในน้อยหน่ามีสารที่มีฤทธิ์ฆ่าแมลงเรียกว่า Squamocin เพียงนำเนื้อในเมล็ดมาโขลกผสมน้ำมันมะพร้าวใช้กำจัด โดยชโลมเส้นผมทิ้งไว้สัก 1-2 ชั่วโมง ผสมน้ำแล้วชโลมทั่วศีรษะเป็นวิธีกำจัดเหาที่ได้ผลดีมาก ผลน้อยหน่าดิบใช้เป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในลำคอ กลากเกลื้อน และฆ่าพยาธิผิวหนัง ผลแห้งใช้รักษาโรคงูสวัด เริม และฝีในหู นำไปโขลกพอกตัวแก้ฟกช้ำและทาแก้โรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน

fru67

4. ลำไย  (Longan) เนื้อลำไยมีวิตามินและสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินซี บี 1 และบี 2 สูง แคลเซียม ฟอสฟอรัส น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส และฟรุกโตสสูง ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหลีกเลี่ยง ลำไยช่วยให้นอนหลับสบาย ช่วยย่อยอาหาร เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย แก้ผอมแห้งแรงน้อย ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงประสาท ขี้ลืม ใจสั่น บำรุงกำลังของสตรีภายหลังการคลอดบุตร ส่วนลำไยแห้งช่วยในการบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต และเมล็ดลำไยมีสารฝาดสมานที่ช่วยห้ามเลือด

fru8

5. มะละกอ (Papaya) สารอาหารในมะละกอทั้งสุกและดิบประกอบด้วย วิตามินเอ ซี และบีสูง มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส เพคติน เหล็ก และ Cerotenoid ผลดิบนิยมนำมาทำอาหาร เช่น ส้มตำ แกงส้ม ส่วนผลสุกนิยมกินสด มะละกอสุกใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยบำรุงสายตา ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน และป้องกันโรคกระดูกผุ

fru9

6. ฝรั่ง (Guava) เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและเอ แคลเซียม โพแทสเซียม และเหล็กสูง มีสารเพกทินหรือใยอาหาร และสารแทนนิน ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ชะลอการลุกลามของมะเร็ง และทำให้ผิวพรรณดี แผลหายเร็ว ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวและสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาการท้องเดินได้ แต่ถ้ากินในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้ท้องผูก กรณีที่เครียดและมักมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ให้นำผลฝรั่งอ่อนมาฝานบางๆ แช่เย็นแล้วปิดขมับ จะช่วยผ่อนคลายได้

Guava

7. สับปะรด (Pineapple) สับปะรดอุดมด้วยวิตามินซี โพแทสเซียม และแมกนิเซียมสูง เบต้าแคโรทีน แมงกานีส มีน้ำตาล ใยอาหาร กรด และเอนไซม์ย่อยโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อว่า โบรมีลิน (Bromelain) ช่วยให้ร่างกายย่อยเนื้อสัตว์ได้เร็วขึ้น เนื้อสับปะรดช่วยให้เหงือกแข็งแรง ป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือก ช่วยบรรเทาอาการอักเสบและป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ช่วยย่อยอาหาร เสริมการดูดซึมอาหาร ดับร้อนแก้กระหาย รักษาบาดแผลในปาก ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ป้องกันโรคไต ความดันโลหิตสูง และหลอดลมอักเสบ ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง น้ำสับปะรดช่วยแก้ท้องผูก ช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ ใช้รักษาแผลเป็นหนอง และถ้านำน้ำสับปะรดมากลั้วคอจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ

fru11

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *